Categories
Blog

7ข้อสงสัย ตั้งครรภ์ออกกำลังกายได้ไหม

Yan Krukov

หลายคนอาจยังลังเลและไม่แน่ใจ คนท้องออกกำลังกายได้ไหม ออกกำลังกายจะแทงลูกไหม ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นโรค แต่คือการตั้งครรภ์คือ การแปลงแปลงทางด้านร่างกายและสรีระ ผู้หญิงหลายคนจึงหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพราะกลัวเกิดอันตราย กลัวการแท้งลูก ความเป็นจริงมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคิด

ความเป็นจริงมีตำรามากมายที่บอกว่าหญิงตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสม การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย หากร่างกายคุณแข็งแรง สามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของการตั้งครรภ์อีกด้วยแต่ในขณะเดียวกันหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญ

1.แอโรบิกและยกเวทได้

สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน พึ่งเริ่มออกกำลังกาย แนะนำให้เต้นแอโรบิกคะ คุณแม่สามารถเต้นแอโรบิกแต่ไม่เต้นอย่างสุดแรง ความเต้นระดับกลางๆอย่างสม่ำเสมอ สามารถเต้นได้ 20 นาทีทุกวันหากร่างกายเคยออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วสามารถออกกำลังกายแบบเต้นแอร์โรบิกได้อย่างที่คุณทำมาสัปดาห์ละ150นาทีโดยประมาณ

นอกจากนี้คุณยังสามารถออกกำลังกายแบบยกเวทได้ สามารถเลือกเวทที่มีขนาดเบา การยกเวทจะช่วยเสริมความเเข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อ และร่างกายแข็งแรงจะทำให้คลอดบุตรง่าย ร่างกายแข็งแรงจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น แต่หากคุณแม่ไม่มีประสบการณ์เล่นเวทมาก่อน แนะนำให้เข้ารับการฝึกการอบรมรับคำแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก่อนเล่น

2.สามารถว่ายน้ำและวิ่งจ๊อกกิ้งได้

วิธีน้ำเหมาะกับคนท้องมากที่สุดคือ การว่ายน้ำ เหมาะสำหรับคนท้อง เพราะช่วยขยับร่างกายส่วนต่างๆอย่างอ่อนโยน การว่ายน้ำสามารถออกกำลังกายทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย และควรว่ายน้ำในระดับปานกลาง การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความแข็งแรงของอุ้งเชิงกราน และยังสามารถเดิน วิ่งจ๊อกกิ้งได้แต่อย่าหักโหมจนเกินไป

3.โยคะได้

การเล่นโยคะดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์มากๆ เพราะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้น ใจเย็น รู้สึกผ่อนคลาย และทำให้มีสมาธิ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทำร่างกายมีความยืดหยุ่น ทำให้คลอดลูกง่าย ลดการเจ็บปวดได้

4.ตั้งครรภ์ไม่ควรออกกำลังกาย?

หญิงตั้งครรภ์หลายคนอาจพบกับปัญหา แขนขามีอาการบวม ปวดเมื่อยตามร่างกาย รู้สึกเหนื่อยง่าย หลายคนอาจไม่รู้ การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์นั้น สามารถลดอาการเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ด้วย อีกทั้งทารกน้อยสุขภาพแข็งแรง

5.ควรออกกำลังกาย ไม่หักโหม

สตรีมีครรภ์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในระบบกล้ามเนื้อโครงร่าง,ระบบเผาผลาญ และระบบฮอร์โมน ซึ่งอาจมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างออกกำลังกาย

คุณแม่ทั้งหลายควรลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงและอันตรายต่อคุณและลูกน้อยในครรภ์เพราะร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงควรออกกำลังกายที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง ไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดการหกล้ม

Leticia Azevedo

6.ออกกำลังกายทุกวันจะคลอดลูกง่าย?

จากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์จะมีความเจ็บปวดน้อยลง เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ออกกำลังกายเลย ในระหว่างตั้งครรภ์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าระหว่างตั้งครรภ์จะมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ การออกกำลังกายสามารถช่วยได้

  • การออกกำลังกายสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
  • การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอดคลอด
  • ทารกแข็งแรงและสุขภาพดี
  • คุณแม่สุขภาพดีและสามารถฟื้นตัวเร็วอีกด้วย

7.ออกกำลังกายหลังคลอด

การออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อสามารถเริ่มได้หลังคลอดหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

  • ไม่ควรทำกิจกรรมที่หนักๆ เช่น การกระโดด การวิ่งอย่างรวดเร็ว ควรเดินอย่างน้อย 140 นาทีต่อสัปดาห์
  • หากยังไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาย

กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • กิจกรรมที่ต้องวิ่งอย่างรวดเร็วและสัมผัส เช่นการเล่นฟุตบอล,วอลเลย์บอล,ตระกร้อ
  • กิจกรรมที่ต้องออกแรงและเกร็งหน้าท้อง เช่นการยกตระกร้าผ้าที่หนัก การยกของที่หนักๆคนเดียว
  • เล่นเทนนิส ปีนผา เซิร์ฟบอร์ด

หากคุณมีอาการเหล่านี้ควรหยุดออกกำลังกาย

1.หายใจไม่ออก,หายใจเร็วผิดปกติและใจสั่นเหนื่อย

2.มีเลือดออกทางช่องคลอด

3.ท้องเกร็งและรู้สึกเจ็บมดลูก

4.ปวดท้องรุ่นแรง

5.เด็กทารกเคลื่อนไหวน้อยลง

6.มีถุงน้ำคร่ำแตก

หากมีอาการเหล่านี้ควรหยุดทันที่และพบแพทย์โดยด่วน

 

Categories
Blog

11 ประโยชน์น่าทึ่งของน้ำขิง สร้างภูมิคุ้มกัน ดื่มทุกวันห่างไกลโรคร้าย

Dominik Martin

หากจะพูดถึง ขิง (ginger) เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรเครื่องเทศที่มีประวัติยาวนาน เป็นสิ่งที่มีติดก้นครัวเสมอมา สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด สามารถนำมาต้มดื่ม ดื่มน้ำขิงอุ่นๆเพื่อสุขภาพ เพราะขิงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ อีกทั้งมีทั้งวิตามิน เอ, บี, ซี, และธาตุฟอสฟอรัส, ธาตุแคลเซียม เป็นต้น เเละยังมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย หรือ นำมาประกอบอาหารได้ด้วยเช่นกัน

ในด้านการแพทย์ มีการใช้ขิงในแพทย์ทางเลือกอีกหลายรูปแบบ เช่น เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ในสถานะการแบบนี้ (covid-19) ใครๆก็มองหาตัวช่วยดีที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ซึ่งขิงสามารถต่อสู้กับไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ขิงยังมีสรรพคุณอีกมากมาย

ประโยชน์ของน้ำขิง

1.น้ำขิง ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

ปัญหาของสาวๆส่วนใหญ่เมื่อประจำเดือนมา มักจะมีอาการปวดท้องใช่ไหมละค่ะ รู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย ไม่มีแรงที่จะลุกออกจากที่นอน อ่อนเพลีย อาจปวดมากจนต้องทานยาแก้ปวด หรือ พึ่งถุงน้ำร้อนเลยที่เดียว รู้หรือไม่ หากปวดท้องประจำเดือน ขิง หรือน้ำขิง เป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้สาวๆบรรเทาอาการปวด หากทานน้ำขิง หรือขิง วันละ 1 ครั้ง 3 วันในระหว่างที่มีรอบเดือน น้ำขิง หรือขิงจะช่วยบรรเทาอาการปวดและปวดน้อยลงกว่าคนที่ไม่ได้ทานเลย ดื่มน้ำขิงร้อนๆจะรู้สึกดีขึ้นค่ะ

2.ระบบย่อยอาหารดีขึ้น

ในผู้ที่มีระบบการย่อยไม่ค่อยดี มักมีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นประจำ การดื่มน้ำขิงอุ่นๆจะช่วยให้ ระบบย่อยอาหารดีขึ้นมาก เพราะน้ำขิงมีฤทธิ์กระตุ้นระบบการย่อยอาหาร สามารถบรรเทาอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารอีกด้วย

3.ช่วยลดกลิ่นปาก ปากไม่เหม็น

การดื่มน้ำขิงนอกจากจะช่วยให้สุขภาพช่องปากของคุณแข็งแรงทำให้รอยยิ้มของคุณสดใสแล้ว ยังช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากที่ทำให้ปากของคุณมีกลิ่นเหม็น จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีหินปูน แบคทีเรียเหล่านี้ทำให้เกิดโรคเหงือกตามมา

4.สามารถต่อสู้กับเชื้อโรค

หากดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและพยาธิได้ดี เพราะในน้ำขิงมีจิงเกอร์รอล (Gingerol)จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ และยังสามารถป้องกันกันไวรัสเช่น RSV ได้อีกด้วย สามารถต่อสู้กับหวัดได้เป็นอย่างดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการดื่มน้ำขิงกัน

5.บรรเทาอาการคลื่นใส้

น้ำขิงช่วยได้ หากคุณมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จากการทานอาหาร มีแก๊ซสะสมมากในท้อง หรือหญิงตั้งครรภ์ก็สามารถทานได้ หากรู้สึกคลื่นใส้อาเจียน เวียนศีรษะมึนงง การดื่มน้ำขิงสามารถทำให้คุณรู้สึกดี

Pixabay

6.แก้คลื่นใส้อาเจียน

หากรู้สึกวิงเวียน คลื่นใส้อาเจียน ขิงสามารถช่วยคุณได้ ขิงสามารถลดกาการคลื่นใส้ได้ หรือได้รับสารเคมีบางชนิด  การดื่มน้ำขิงร้อนๆทุกวันจะดีมากจะรู้สึกดีขึ้น แนะนำให้ดื่มตอนท้องว่างจะดี

7.ลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

ขิงเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมมาก ขิงสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็งได้จากการศึกษาบางชิ้นพบว่า ขิงมีสารต่อต้านอนุมุลอิสระ สามารถลดการเกิดมะเร็งได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร มะเร็งรังไข่ เต้านม เป็นต้น

8.ช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง

มีการศึกษาพบว่า น้ำขิงสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ การดื่มน้ำขิงสามารถช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินในร่างกายนำมาใช้ได้ดี ดังนั้นใครที่มีอาการเมาค้าง ตื่นมาแล้วยังรู้สึกวิงเวียน ปวดหัวไม่หาย ควรดื่มน้ำขิงอุ่นๆเพื่อช่วยให้อาการเมาค้างดีขึ้น

Joris Neyt

9.บรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อ

หากใครปวดเมื่อยตามร่างกาย ขิงอาจไม่สามารถรักษาการเจ็บปวดได้โดยตรง แต่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ หากรู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย ขิงจะสามารถลดอาการปวดบวม หากใครไม่ชอบขิงสดสามารถ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆก่อนนอนจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ขิงลดการอักเสบของร่างกายได้ หากมีแผลจากการบาดเจ็บสามารถใช้ขิงสดที่ตำละเอียด สามารถบรรเทาไม่ให้แผลอักเสบได้

10. ช่วยบรรเทาหวัดและไอ

หากเป็นหวัด คัดจมูกหายใจไม่สะดวก เจ็บคอ น้ำขิงร้อนๆสามารถช่วยได้ค่ะ น้ำขิงสามารถทำให้รู้สึกโล่งคอ สามารถจิบตอนอุ่นๆแก้ไอได้

11.ลดไมเกรน

ขิงมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) สามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้หากปวดศีรษะจากไมเกรนเป็นประจำ สามารถดื่มน้ำขิงเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลดลงได้ ใครที่เป็นไมเกรนควรลองทานดู อาการจะดีขึ้นเลยค่ะ

Lime

น้ำขิงดื่มต้านเชื้อโควิด

    สูตรที่ 1 น้ำขิง+น้ำผึ้ง+มะนาว
  • ขิงแก่สดนำไปล้างและปลอกเปลือกออกหันเป็นแว่นบางๆ 1 ขีด     100 กรัม หั่นเป็น แว่นๆบางๆ หรือบางคนชอบชิ้นใหญ่ๆหนาตามใจชอบ หากชอบเข้มข้นมาก ทุบให้พอแหลก
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดใส่ขิงลงไป ปิดฝาหม้อ ปิดไฟโดยใช้เวลาในการต้ม 30นาทีและปิดไฟ
  • ใส่น้ำผึ้ง 150 ml และน้ำมะนาว 30 ml ลงไปคนให้ละลายและเข้ากัน หวานมากน้อยตามใจชอบ
    สูตรที่ 2 น้ำขิง+กระเจี๊ยบ
  • ขิงแก่สดล้างแล้วหันบางๆ 7-8 แว่น
  • กระเจี๊ยบสดหรือกระเจี๊ยบตากแห้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • ใส่น้ำตาลกลวด 1 ช้อนโต๊ะ หากไม่มีใส่น้ำตาลปกติก็ได้ หรือบางคนไม่ชอบหวานไม่เติมน้ำตาลอะไรก็ได้แล้วแต่คนชอบ
    สูตรที่ 2 น้ำขิง+ใบเตย
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำให้เดือด ปิดไฟ
  • ขิงแก่สดล้างแล้วหันบางๆ 7-8 แว่น
  • ใบเตย 7-8 ใบ
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำให้เดือดใส่ขิง และใบเตยลงไป
  • ใส่น้ำตาล หรือไม่ใส่ก็ได้ ปิดไฟ จิบเบาๆน้ำขิงสูตรนี้จะได้กลิ่นหอมของใบเตย

ข้อควรระวัง 

1.ขิงเป็นยาร้อน ทางการแพทย์ตะวันออกเชื่อว่าการกินขิงมากเกินไปอาจทำให้แท้งได้ แต่บางรายที่กินขิงกลับช่วยให้อาการคลื่นใส้จากอาการแพ้ท้องดีขึ้น ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยต้องเด็กในท้อง

2. ผู้ที่มีความผิดปกติของหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

3.เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้เกิดแผลร้อนในในปากได้ หากรับประทานมากเกินไป

4.หากคุณมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือกินยาละลายลิ่มเลือด เพราะขิงยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง

5.ควรระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคในถุงน้ำดี ขิงจะไปกระตุ้นและทำให้ร่างกายผลิตน้ำดีออกมามากเกินไป

6.ควรระวัดระวังกับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร

7.ไม่ควรทานน้ำขิงก่อนนอน เพราะน้ำขิงจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ

หลายๆคนคงทราบกันแล้วว่าขิงมีประโยชน์มากมาย แต่ขิงก็มีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน หากใครที่ป่วยบางโรคไม่แน่ใจว่าทานได้ไหมควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนนะค่ะ

 

 

 

 

 

Categories
Blog

9 ประโยชน์ของการวิ่ง40-50นาที สุขภาพดีห่างไกลจากโรคร้าย

Paul Sky

ในปัจจุบันผู้คนหันมารักสุขภาพกันมาขึ้น การเดินและการวิ่ง เป็นกิจกรรมดีๆที่ผู้คนให้ความสนใจ การวิ่งยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ แถมยังมีหุ่นที่น่าอิจฉาเพียงแค่วิ่งวันละ 40-50 นาที บางคนอาจไม่มีเวลาอย่างน้อย ควรวิ่ง 3-4 วันต่อสัปดาห์ ถือเป็นกิจกรรมดีๆที่ไม่ต้องเสียเงิน ได้สูดอากาศที่ถ่ายเท ได้พบเพื่อนใหม่ๆ  9 ประโยชน์ของการวิ่งมีอะไรบ้างไปอ่านกันเลยค่ะ

1.ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

นอกจากจะเพิ่มความฟิตของร่างกายแล้ว การวิ่ง ยังช่วยรักษาระบบไหลเวียนเลือดให้เป็นปกติ ใบหน้าสีแดงดูมีเลือดฝาดเพราะออกซิเจนในเลือดนั้นวิ่งไปที่พื้นผิวช่วยเพิ่มออกซิเจนทส่งผลให้การหายใจดีขึ้น และหัวใจแข็งแรง ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆทำงานได้ดีขึ้น

2.อารมณ์ดี ลดความเครียด

ความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน แต่เมื่อความเครียดเกิดขึ้นแล้วควรหาทางออกให้กับตัวเอง ไม่ควรคิดฟุ้งซ้านกับความเครียด ไม่มีอะไรดีขึ้น รู้ไหมค่ะว่า การวิ่งนั้นช่วยบำบัดความเครียดได้ การวิ่งช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น สภาพจิตใจดีขึ้น ในขณะที่เราวิ่งสติจะจดจ่อกับการวิ่ง และปลดปล่อยสารเอ็นโดฟินออกมา นั่นคือสารแห่งความสุข เมื่อกลับมาถึงบ้านจะรู้สึกดีขึ้น นอกจากร่างกายจะเเข็งแรงแล้ว ยังทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย ไปวิ่งกันค่ะ

3.ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรค

การวิ่งวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือแค่เดินบ่อยๆทุกๆวันนอกจากจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดในสมองอีกด้วย

4.มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น

การวิ่งนอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจดีแล้ว ยังมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น และวันไหนที่ไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง กระวนกระวายอยากออกกำลังกาย นั่นคือสิ่งที่ดีงาม เพราะคุณรักสุขภาพและรักตัวเองมากขึ้น

Tomasz Woźniak

5.รูปร่างดี ไขมันลด

วิ่งเป็นประจำ 40-50 นาทีนอกจากจะช่วยให้รูปร่างดี หุ่นเฟิร์มหุ่นดูกระชับมากขึ้น และในร่างกายของเรามีไขมันดี และไขมันเลว การวิ่งยังช่วยสลายไขมัน เบริ์นไขมันเลวออกไป ลดคอเรสเตอรอล  ฉะนั้นการวิ่งคือการเผาผลาญที่ดีค่ะ

6.ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

รู้หรือไม่ หากอายุเพิ่มขึ้นมวนกระดูกจะลดลง หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงและช่วยลดโรคกระดูกพรุ่นอีกด้วย

7.ความจำดีขึ้น 

การวิ่งและเดินนอกจากจะทำให้สุขภาพจิตดีแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรค โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน เพราะการวิ่งทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ระบบประสาททำงานได้อย่างเต็มที่กระตุ้นการเคลื่อนไหว เดินวิ่งทุกวันวันละ 1-2กิโลลดความเสี่ยงได้ครึ่งหนึ่ง

8.ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

การที่ร่างกายเจ็บป่วยง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอ แต่การวิ่งทุกวันอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันได้ แต่จะต้องหมั่นวิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอนะคะ รับรองสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นแน่นอน

9.ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การวิ่งยังเหมาะสำหรับ ผู้ที่มีระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารไม่ดี การเดิน การวิ่งจ๊อกกิ้งยังสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยส่วนมากมักเกิดขึ้นกับผู้หญิง เดินบ่อยๆวันละ 20-30 นาที

Jane Palash
ข้อควรปฎิบัติ

บางครั้งการออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้ร่างกายเจ็บปวด ปวดตามร่างกาย หัวเข่า ข้อเท้า ขา บางครั้งเราวิ่งอย่างรวดเร็ว และสภาพร่างกายยังไม่พร้อมและเกิดการเจ็บปวดตามมา ควรวิ่งค่อยเป็นค่อยไป วิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือ อันตรายต่อร่างกาย

1.การสวมรองเท้านั้นสำคัญมาก ควรสวมรองเท้าผ้าใบที่เหมาะสมแก่การวิ่งเพื่อจะได้รองรับน้ำหนักเท้าขณะที่กำลังวิ่ง หากรองเท้าหลวมหรือคับเกินไป ควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่เหมาะกับเท้าของเรา และหากรองเท้าที่สวมใสเกาและขาดเกินไปควรเปลี่ยนรองเท้าที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับการวิ่ง

2.ก่อนที่จะวิ่งควรวอร์มอัพร่างกายก่อนที่จะวิ่ง เพราะวิ่งอย่างรวดเร็ว ร่างกายยังไม่พร้อม ยังไม่ปรับตัวอาจเกิดการบาดเจ็บได้ และหลังจากวิ่งเสร็จควรยืดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เพื่อตื่นเช้ามาอีกวันร่างกายจะไม่เจ็บปวด

3.ค่อยๆวิ่งค่อยๆเพิ่มระยะทางอย่าหักโหมร่างกายจนเกินไปควรหมั่นฝึกซ้อม และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มความเร็ว เช่น วิ่งอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาร่างกายบาดเจ็บปวดเมื่อยและไม่อยากวิ่งอีกต่อไป

4.ให้หมั่นสังเกตุตัวเอง หากรู้สึกเจ็บปวด วิงเวียนคล้ายจะเป็นลมในขณะที่วิ่งควรวิ่งช้าลง หรือหยุดพักไม่ควรฝื่นร่างกายและวิ่งต่อ หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเจ็บปวด

5.ปกติควรวิ่งหรือเดิน 4วันต่อสัปดาห์ หากรู้สึกปวดเมื่อยร่างกายไม่ไหว ควร 3วันต่อสัปดาห์

 

 

 

 

 

 

Categories
Blog

7 ข้อห้าม ทำไมคุณไม่ควรนอนตอนผมเปียก

Vladislav Muslakov

หากคุณเป็นเด็กมักจะได้ยินคุณผู้ใหญ่บอกเสมอว่า ไม่ควรผมเปียกก่อนนอนนะจะเป็นหวัด การนอนตอนผมเปียกจะทำให้ป่วย เป็นไปได้สูงที่คุณจะไม่ค่อยสนใจกับคำเตือนเหล่านี้

การนอนหลับทั้งที่ผมยังเปียก เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นกับหลายคน  คุณต้องออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ ไม่มีเวลามากสำหรับสระผมตอนเช้ากลับมาบ้านตอนเย็นยังคงยุ่งกับการทำอาหาร ทำความสะอาด หรือ พาเด็กๆเข้านอน อาบน้ำสระผม คุณอาจไม่ต้องการส่งเสียงดังจากการเป่าผมให้แห้ง หรือคุณไม่มีแรง เหนื่อยแล้วเผลอหลับไปในที่สุด หากผมเปียกแล้วนอนจะเกิดอะไรขึ้น

ทำไมคุณไม่ควรนอนตอนผมเปียก

1. อาจทำให้ผมร่วง และแตกปลาย

ผมเปียกจะอ่อนแอมาก เส้นผมจะอ่อนแอที่สุดเมื่อเปียกและจะทำให้ผมแตกปลายมากขึ้น เคยสงสัยไหมว่าไม่เคยไดร์ด้วยความร้อน ไม่เคยหนีบผมทำไมผมแตกปลาย เพราะปล่อยให้ผมเปียกขณะนอนหลับ ขณะที่คุณหลับ การพลิกตัวไปมา การเสียดสีจะทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้ง่ายกว่าถ้าผมของคุณแห้ง คุณอาจคิดว่าการปล่อยให้ผมแห้งด้วยลมดีกว่า

Ayur Health Tips
2. ทำให้เกิดรังแค รังแคไม่ใช่แค่แชมพู

ความร้อนที่หนังศีรษะบวกกับ ผมที่เปียกชื้นเป็นเวลานานๆจะทำให้เกิด แบคทีเรีย เชื้อรา เพิ่มขึ้นบนหนังศีรษะทำให้แบคทีเรียเติบโตขึ้น และการสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติจากผมเปียกจะทำให้หนังศีรษะของคุณมีแนวโน้มที่จะเกิดรังแคมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลากเกลื้อนที่หนังศีรษะเป็นการติดเชื้อราที่เกิดจากสภาวะที่ผมเปียกอบอุ่นและชื้น เป็นโรคติดต่อได้  สาเหตุทั้งหมดไม่ใช่แค่แชมพู ดังนั้นควรเป่าผมให้แห่งก่อนนอนทุกครั้ง ก่อนที่จะเกิดอาการคันตามมา

3. ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแย่ลง

เรื่องเล่าของผู้ใหญ่ที่มักเตือนเสมอ ที่จะทำให้คุณไม่สบาย ปวดหัว มีไข้ หรือเป็นหวัดจากการนอนขณะที่ผมเปียกนั้นไม่เป็นความจริงทั้งหมด คุณไม่สามารถติดไวรัสได้เพียงแค่ผมเปียก แต่หมายถึง การนอนกับผมเปียกอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นหวัดมากขึ้น

4. ทำให้คุณเป็นหวัดและปวดหัว

เมื่อสระผมตอนกลางคืนแล้ว ไม่เป่าผมด้วยพัดลม หรือ ไม่ไดร์ผมให้แห้งก่อนนอน และเปิดแอร์นอนยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ง่าย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงปวดหัวตอนตื่นเช้าขึ้นมา เพราะนอนหลับโดยที่ผมยังเปียกและไม่แห้ง ระหว่างที่เรานอนหลับอุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น เมื่อเจอกับสภาพผมยังเปียกทำให้อุณหภูมิต่ำ และปวดหัว

5. การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

หมอน อาจมีความสกปรกซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้น้ำและความอบอุ่นจะทำให้เกิดการเติบโตของแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว แล้วคุณคิดว่า แบคทีเรียจะเติบโตบนหมอนของคุณมากแค่ไหนถ้าคุณนอนกับผมเปียก ศรีษะเปียกบวกกับหมอนชื้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีมากสำหรับแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อคุณ คุณควรซักและเปลี่ยนปลอกหมอนบ่อยๆจะช่วยได้ แต่ความชื้นจากผมของคุณจะซึมเข้าไปในหมอน คุณควรจะเอาหมอนไปตากแดด

bmw009
6. มันจะทำให้คุณเป็นสิว

หากหมอนที่คุณนอนในทุกๆวันไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานานจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย อีกไม่นานคุณจะประสบปัญหาสิวตามมา โดยไม่รู้สาเหตุ

7. มีผมหงอกเร็วขึ้น 

ทำให้มีผมหงอกเร็วขึ้น เมื่อน้ำจากเส้นผมของคุณซึ่งเปียก ซึมเข้าสู่เนื้อผ้าของหมอนของคุณ น้ำมันธรรมชาติจากเส้นผมก็จะถูกดูดไปด้วย ผมของคุณจะดูหมองคล้ำ และมีแนวโน้มที่จะแตกหักได้ง่าย

 

 

 

Categories
Blog

9วิธี ผ่อนคลายให้หายเครียด

JESHOOTS.COM

ความเครียดคืออะไร

ความเครียด คือ การตอบสนองของร่างกาย ด้านร่างกายและด้านจิตใจ และเกิดความเครียดเกิดขึ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความกดดัน ทั้งทางร่างกายจิตใจ และอารมณ์ ความเครียดมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา อย่าปล่อยให้ความเครียดมีอิทธิพลทางลบต่อชีวิตต่อเนื่องยาวนาน ควรจัดการกับความเครียด อย่าปล่อยให้ชีวิตไม่มีความสุข

อาการ

1.เบื่ออาหาร หรือ กินอาหารได้น้อยลง กินอะไรก็ไม่อร่อย

2.นั่งไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดมาก พลิกตัวไปมา

3.กังวลใจตลอดเวลา คิดเรื่องเดิมวนไปมาซ่ำๆ

4.อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดตลอดเวลา เหวี่ยงวีนคนรอบข้าง

5.ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิในการทำงาน เหม่อลอยมักทำงานผิดพลาด

6.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.ไม่มีความสุข ร้องไห้ เศร้าเสียใจตลอดเวลา

Christian Erfurt

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด

1.ครอบครัว และการเจ็บป่วย

การสูญเสียคนที่รักไปอย่างกระทันหัน แฟนทิ้ง  การหย่าร้างการเจ็บป่วย การตายจาก ความโศกเศร้าเสียใจ ล้วนก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หากร่างกายอ่อนแอไม่ได้พักผ่อน เหนื่อยทั้งกายและใจไม่มีแรงสู้ อาจเกิดโรคซึมเศร้ามตามมา

2.ร่างกาย จิตใจ

ด้านร่างกายและจิตใจ เช่น  ไม่มีเงินใช้จ่ายในครอบครัว ถูกกดดันจากครอบครัวเมื่อลูกขอเงินไปโรงเรียนไม่มีเงินใช้จ่าย ทำให้เกิดความกดดันเพิ่มขึ้น เกิดอาการเครียด หรือ มีนิสัยที่เป็นคนคิดมาก วิตกและตื่นตูมง่ายกับเรื่องเล็ก กังวลในปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น

3.อาชีพ การงาน

การทำงานบางครั้งมักจะพบเจอปัญหากับความเครียด เมื่อพบเจอกับความเครียดบ่อยๆทำให้เกิดความเครียดสะสม เช่น งานที่มีความกดดันสูง  งานเสี่ยงอันตราย มีปัญหากับองกรณ์ การขาดสมรรถภาพในการงานให้สำเร็จ

หรือ การทำงานที่มีความกดดันเครียดสูง  มักจะมีอาการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ การทำงานเกี่ยวกับติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำงานไม่เสร็จทันเวลาโดนตำหนิ ทำให้โกรธง่าย หงุดหงิด จุกจิกใจ ดมโห ไม่มีสมาธิ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเสมอ เสียความมั่นใจ หมดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นมนุษญ์ที่ไม่มีความสุขกับการทำงานก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของคนทำงานเหล่านั้นได้

4.เศรษฐกิจ สังคม

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น ในปี พศ นี้เศษฐกิจทั่วโลกล้วนมีปัญหาผลมาจากไวรัสโควิด 19 บางคนตกงานกระทันหัน รายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย คิดมาก หดหู่ ล้วนมีผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ

5. กรรมพันธุ์และอายุ

กรรมพันธุ์ก็มีส่วนทำให้เครียด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากช่วงวัย และอายุที่เพิ่มมากขึ้น มีความกดดัน ความรับผิดชอบมากขึ้น หรือแม้แต่วัยผู้สูงอายุ ที่คิดมากนอนไม่หลับ ห่วงลูกหลาน การคิดหรือเครียดมากไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพ การเครียดมากส่งผลให้อายุสั้นลง

bruce mars

ทำอย่างไรให้หายเครียด

1.โทรหาเพื่อน หรือ ครอบครัว

โทรหาเพื่อนสนิด หรือ ครอบครัว หาคนใกล้ชิด คนที่เข้าใจ เพื่อรับฟังการระบายปัญหาความทุกข์ ความอัดอั้นใจ ระบายออกมาเพื่อให้เกิดความสะบายใจมากขึ้น

2.ออกกำลังกาย

เมื่อร่างกายเกิดความเครียดที่สะสมมานาน การออกกำลังกายสามารช่วยให้ดีขึ้น ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

เช่น ไปวิ่ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ในที่สาธารณะ พบปะผู้คน สูดอาการศบริสุทธิ์ หรือ ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เตะบอล เป็นต้นการออกกำลังกายยังช่วยลดอาการเครียด ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย

3.เล่นวิดีโอเกม

การเล่นวิดิโอเกมเป็นการผ่อนคลายจากความเครียดอีกวิหนึ่ง แต่อย่าเล่นจนติด  จะส่งผลเสียต่อครอบครัวและรอบข้าง เล่นแค่เพื่อผ่อนคลายเท่านั้น

4.นั่งสมาธิ หรือ เปิดวิดีโอธรรมมะ

การนั่งสมาธิ หรือ เปิดวิดิโอธรรมมะ ทำให้จิตใจสงบสุขขึ้นมีความคิดแนวบวก สามารถมีสติแก้ไขกับปัญหา สถานะการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดที่ดีขึ้น รู้จักกับตัวเองมากขึ้น สามารถคิดและไตร่ตรอง กับปัญหา มีความสุข เห็นนคุณค่าในตัวเองมากขึ้น

5.นอนหลังพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากจะให้ให้หน้าตาสดใสแปร่งปรั่งแล้ว ยังทำให้ร่างกาย และสมองทำงานได้อย่างเต็มที่ มีสมาธิมากขึ้น ตื่นเช้ามาจึงมีไม่อ่อนเพลีย รู้สึก กระปรี้กระเปร่า ร่างกายพร้อม

6.ไปร้านนวดเพื่อผ่อนคลาย
หาเวลาว่างไปนวด การนวด ทำให้การทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบร่างกายต่างๆ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกสบายตัว หลับสบาย และ ช่วยในคนที่ป่วยซึมเศร้า เครียดให้รู้สึกดีขึ้น
7.มีเวลาให้กับตัวเอง

ในแต่ละวันต้องพบเจอผู้คน พบปัญหามากมาย ให้เวลากับตัวเอง เช่น การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การหัวเราะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกผ่อนคลาย

8.หาเวลาไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย

ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง หาเวลาไปเที่ยว ชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง ไปเทียวกับเพื่อน แฟน หรือ ครอบครัว ไปเที่ยว ทะเล ภูเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เติมพลังให้กับร่างกายแล้ว

9.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ความรุนแรง

ผู้คนส่วนใหญ่มักแก้ไขปัญหาโดยการพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นวิธีแก้ไขที่ผิดวิธีนะค่ะ การดื่มอย่างหนัก มึนเมา อาจขาดสติกระทำรุนแรงต่อบุคคลอื่น ทำลายทรัพย์สินให้เสียหาย ทำร้ายตนเอง ให้ได้รับบาดเจ็บ คบหาสมาคมกับคนเสเพล เข้าหาสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ สุรา ยาเสพติด ล้วนเกิดผลเสียตามมาทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เป็นผลดี มีแต่ผลเสียตามมาทีหลัง

 

Categories
Blog

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร

Marc Schaefer

อาหารที่กินได้เมื่อท้องเสีย

1.กล้วย  ข้าวต้ม โจ๊ก  แอปเปิ้ล ขนมปังปิ้ง 

2.เกลือแร่ ORS ใช้ดื่มเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไปจากอาการท้องเสีย เพื่อทำให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างเป็นปกติ

3.โปรไบโอติก แบคทีเรียดี ได้แก่

-โยเกิร์ตมีส่วนผสมของโปรไบโอติก เพราะเชื้อแบคทีเรียตัวดี  จะช่วยการทำงานของลำไส้ได้ดี

Sara Cervera

ช็อกโกแลตดำ นอกจากจะช่วยให้อารมย์ดีแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการท้องเสียอีกด้วย

4.อาหารที่มีรสจืด ดังนั้นจึงไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารแย่ลง นอกจากนี้ยังมีผลผูกพันเพื่อช่วยให้อุจจาระแข็งตัว

5.เครื่องดื่ม อิเล็กโทรไลต์ หรือ น้ำมะพร้าวที่มีวิตามินอิเล็กโทรไลต์

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อท้องเสีย

1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม

บางคนอาจคิดว่ากินนมคงไม่เป็นอะไรหรอก แต่หากมีอาการท้องเสียแล้ว จะเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสียหนักเข้าไปอีก และ ท้องอืด แน่นเฟ้อ ตามมา เพราะร่างกายไม่ยอมย่อยเลคโตสจากนม ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง เพื่อที่จะพยายามย่อยเลคโตสให้ได้ จึงเป็นการฝืนกระบวนการของร่างกาย ทำให้ระบบการย่อยอาหารแปรปรวนนั่นเอง 

2.อาหารทอด

ควรงดอาหารประเภท ของมัน ของทอดไปก่อน เพราะอาหารทอดเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ย่อยยาก 

cutie

3.อาหารรสเผ็ด

รสจัด ในพริกมีสารแคปไซซิน ทำให้อุณหภูมิสูงในร่างกายสูงขึ้นเมื่อดื่มน้ำไปมากๆ ร่างการไม่สามารถย่อยได้หมด และเป็นตัวกระตุ้นการทำงานกระเพาะและลำไส้ทำงานหนัก เมื่อกินน้ำเยอะๆ จึงมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลว เช่น ส้มตำ ยำ   ต้มยำรสจัด

4.เนื้อหมูและเนื้อวัว

มักจะพบ เชื้อ เอสเชอริเชีย ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนของอุจจาระของสัตว์ และการกินเนื้อดิบๆสุกๆ ยิ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียนักกว่าเดิม

 5.ผักสด 

หากคุณมีอาการท้องเสียอยู่แล้ว แน่นอนว่าผักดิบนั้น ทำให้เกิดแก๊ส เพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหารมากขึ้น 

6.ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหมด ผลไม้อื่น ๆ

ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลายจะมีไฟเบอร์สูง บางคนเกิดการระคายเคืองจนท้องเสียได้ เช่น สับปะรด เชอรรี่ ผลเบอรรี่ ผลไม้เมล็ดมะเดื่อลูกเกด และองุ่น ช่วงที่กำลังท้องเสียควรงดไปก่อน

Albert S

7.เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟอีน นอกจากจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆแล้วยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท คาเฟอีนในกาแฟก็ยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายชนิดอ่อน หากมีอาการท้องเสีย กาแฟ โซดา น้ำอัดลมทั้งหลาย ควรงดไปก่อนจ้า

หากคุณมีอาการท้องร่วงเป็นเลือดมีไข้ ปวดท้องรุนแรงหรือท้องเสียที่แย่ลงคุณควรไปพบแพทย์

 

 

 

 

 

Categories
Blog

10ความฝันที่บอกว่าคุณกำลังจะมีโชค พร้อมเลขเด็ด

bruce mars
1.ฝันเห็นปลา หรือ ได้จับปลา

ผู้ที่ฝันว่าได้จับปลา จะมีโชคลาภ ขึ้นอยู่กับว่าจับปลาได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งจับได้มากยิ่งมีโชคลาภมาก

เลขเด่น 85,87, 89

2.ฝันเห็นเลือด

ผู้ที่ฝันเห็นเลือด หยดเลือด เลือดไหลออกจากร่างกาย หรือบางคนฝันว่าได้กินเลือดสดๆ ทายว่าจะหมดเคราะห์ หมดโคก จะได้รับข่าวดีๆ

เลขเด่น 75,76,78

3.ฝันเห็นพระ หรือ พระพุทธรูป 

หากผู้ใดฝันเห็นพระ หรือ พระพุทธรูป นั่นหมายถึงความฝันที่ดี ความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จิตรใจสงบสุข พบความสุขในชีวิตนั่นเอง จะเกิดเรื่องราวดีๆตามมา

เลขเด่น 27, 59, 78, 88 ,89

4.ฝันเห็นคนตาย โรงศพ หรือ ไปงานศพ

หากใครฝันเห็นที่ตายแล้วมาหา หรือ ฝันเห็นคนตายต่อหน้าต่อตา ความฝันอาจน่ากลัว ตื่นขึ้นมาแล้วยังตกใจกลัวไม่หาย รวมไปถึงฝันเห็นโรงศพ ไปงานศพ ความฝันเหล่านี้หมายถึง คุณกำลังจะได้รับข่าวดี ได้รับโชคลาภก้อนโต

หรือ คุณฝันเห็นคนอื่นตายแต่เขายังไม่ตาย หมายถึงต่อดวงชะตาให้กับคนที่ฝันเห็นว่าเขาตาย

เลขเด่น 00, 07 ,10, 14, 44, 88

5.ฝันเห็น งูใหญ่

เป็นความเชื่อ ตามกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ฝันเห็นงูใหญ่ส่วนมากจะหมายถึง จะเจอเนื้อคู่ ไม่ใช่แค่เนื้อคู่ค่ะ อีกหนึ่งความหมายคือ การมีโชคลาภครั้งใหญ่ และจะมีข่าวดีเกิดขึ้น

ความฝันนี้รวมไปถึงฝันเห็นพยานาค บางคนที่เป็นลูกหลานพยานาคแต่ชาติปางก่อน พยานาคจะคอยปกป้องคุ้มครอง

เลขเด่น 48, 58, 68, 69, 89

6.ฝันเห็นนก

หากผู้ใดฝันเห็น นก หรือ สัตว์ปีกอื่นๆ หากฝันว่าได้จับ ได้สัมผัส บินเข้ามาหา จะได้รับโชคจากสัตว์4 เท้า 2 เท้า หมายถึงจะมีลาภลอย มีโชคลาภเข้ามาหาถึงบ้าน รอรับโชคลาภเลยจ้า

เลขเด่น  02, 12, 16, 26 , 64

7.ฝันว่าได้จับกบ

หากฝันว่าได้จับกบ หรือ เห็นกบ ทายว่าจะโชคมีลาภตามจำนวนกบที่จำได้ หากจับได้เยอะเท่าไหร่โชคยิ่งดีมาก หากผู้ทำการค้าขาย กิจการจะรุ่งเรือง

เลขเด่น 11, 19 ,79, 97

8.ฝันว่าได้อุ้มเด็ก

หากฝันว่าได้อุ้มเด็ก หรือ มีคนนำเด็กมาให้อุ้มขาวๆอ้วนท้วนสมบูรณ์ ทายว่าจะมีโชคลาภในเร็ววัน หากคนโสดจะมีแฟน คนที่แต่งงานแล้วจะมีบุตรตามที่ต้องการ

เลขเด็ด 15, 31, 34 ,33

9.ฝันเห็นทองคำ หรือ ของมีค่า

หากคุณฝันเห็น สร้อยแหวน เงินทอง หรือ เครื่องประดับต่างๆ ได้จับ ได้สวมใส่ หรือมีคนมอบให้คุณ หมายถึง ความฝันที่ดี ความฝันอันเป็นสิริมงคล หรือ อีกความหมายคุณกำลังจะมีบุตรในเร็ววันนี้ และเป็นเด็กผู้หญิงอีกด้วย

เลขเด็ด 12, 24 ,36

10.ฝันว่าได้กินเนื้อดิบผู้ที่ฝันว่าได้กินเนื้อดิบ

ทายว่า ผู้นั้นจะหมดเคราะห์จากโรคภัยไข้เจ็บ จะได้รับโชคลาภ ข่าวดีในเร็ววัน

เลขเด็ด 06,14, 26, 73

 

Categories
Blog

10อาหารต้องห้ามยามมีไข้ ของแสลงทั้งนั้น!

Andrea Piacquadio

อาหารต้องห้ามยามมีไข้

1.เป็นไข้ห้ามกินลำไย

กินลำไยทำให้เจ็บคอ เป็นไข้ เป็นคำเตือนที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก กินลำใยเยอะจะเจ็บคอ มีไข้ ร้อนใน เพราะเป็นผลไม้ที่มีกำมะถันเยอะ เพราะจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ยิ่งทำให้อุณภูมิของร่างกายสูงมากขึ้น ไม่ควรกินช่วงมีไข้

และก่อนรับประทานควรล้างน้ำให้สะอาด เพราะเปลือกของลำไยอาจมีสารเคมีตกค้างได้ เช่น ยาฆ่าแมลง ควรล้างก่อนกินนะค่ะ

Jim Teo
2.เป็นไข้ห้ามกินทุเรียน

ทุเรียนเป็น“ราชาแห่งผลไม้” เพราะเนื้อทุเรียนมีคุณค่าทางอาหารสูง และให้พลังงานสูง แต่เมื่อมีไข้ ไม่ควรกินทุเรียนเพราะในทุเรียนมีกำมะถันสูง

ทุเรียนเป็นผลไม้ที่กินเข้าไปแล้วทำให้เกิดความร้อนในร่างกาย อาจจะทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน หากกินเข้าไปแล้วจะทำให้โรคที่เป็นอยู่จากเบาจะกลายเป็นหนักอาจจนถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลหรือถึงแก่ชีวิตได้ ควรเว้นช่วงมีไข้

3.ของมัน ของทอดกินได้ไหม

ช่วงนี้ควรงด อาหารของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ต้องใช้พลังงานสูงในการย่อยอาหาร ยิ่งทำให้อุณภูมิสูงขึ้น อาจชักได้

4.เป็นไข้ห้ามกินขนุน

หากมีไข้ ปวดหัว ตัวเริ่มร้อน ควรหลีกเลี่ยงการกินขนุน เนื่องจากขนุนเป็นผลไม้ที่มีกำมะถัน เป็นผลไม้ที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย และทำให้ไข้สูงขึ้น

cutie
5.เป็นไข้กินส้มตำได้ไหม

เมื่อมีไข้ มักกินอาหารไม่อร่อย อยากกินอาหารเผ็ดๆ คิดถึงส้มตำแล้ว ส้มตำส่วนมากรสชาติจัดจ้าน อาหารรสเค็มจัด อาหารที่ใส่ผงชูรสมาก ๆ หากทานส้มตำไตจะยิ่งทำงานหนักเพิ่มขึ้นสองเท่า ช่วงที่มีไข้ร่างกายจะอ่อนแอ  ควรทานอาหารที่อ่อน อาหารรสจืดๆ งดส้มตำไปก่อนหายไข้แล้วค่อยกินนะค่ะ

6.เป็นไข้ ห้ามกิน กล้วย ส้มโอ

กล้วย ส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงอีก เช่นกัน สามารถรับประทานได้เช่นกัน แต่ไม่เกิน 2 กิโลกรัมขึ้นไป อาจเกิดอันตรายได้

7.อาหารที่มีโซเดียมกินได้ไหม

อาหารรสเค็มจัด อาหารที่ใส่ผงชูรสมาก ๆ รวมไปถึงเครื่องดื่ม เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาขับปัสสาวะ ยาล้างไต ก็ไม่เหมาะกับคนเป็นไข้ เพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ก็ไม่เหมาะกับคนเป็นไข้

8.ออกกำลังกายได้ไหม

งดออกกำลังกาย เพราะจะยิ่งทำให้เหงื่อออกมาก ร่างกายสูญเสียน้ำ และ ควรงดสูบบุหรี่ เพราะคนเป็นไข้ต้องการออกซิ   เจนในปริมาณมาก

Any Lane
9.เป็นไข้ห้ามกินฝรั่ง

ฝรั่งมีวิตามินซีเยอะ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แต่ที่กลัว คือ ในฝรั่ง  มีโพแทสเซียม ถ้ามีไข้สูงและเป็นโรคไตด้วย ไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้เกิดอาการชักได้  ถ้าไม่เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ แต่ใน 1 วัน ไม่ควรกินฝรั่งเกิน  2 กิโลกรัมขึ้นไป  ดังนั้นถ้าไม่ได้มีไข้สูง เป็นแค่ไข้ธรรมดา และไม่ได้เป็นโรคไต ก็สามารถกินฝรั่งได้ตามปกติ

10.หน่อไม้ดองกินได้ไหม

หน่อไม้ดอง ไม่ควรกิน เพราะอาหารรสเค็มทุกชนิดมีโซเดียมสูง  อาหารทะเล จริง ๆ กินได้ ดีด้วยซ้ำ เพราะอาหารทะเลมีไอโอดีนเยอะ จะไปช่วยปรับสมดุลในร่างกาย

อาหารที่เข้าใจผิดว่ากินไม่ได้
1.หน่อไม้กินได้ไหม?

หน่อไม้กินได้ บางคนเชื่อว่าจะยิ่งทำให้ไข้สูง ไข้ไม่ลด ก็ไม่เกี่ยวกันกินได้ค่ะ

2.อาหาร พืช ผัก และผลไม้รสเย็น ฟักแฟง แตงกวา แตงโมงกินได้ไหม ?

กินได้ เพราะมีน้ำเยอะ อะไรก็ตามที่ไปเพิ่มน้ำให้กับร่างกาย ในภาวะที่ร่างกายเหงื่อออกเยอะ สามารถกินได้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงควรกินผัก ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ ๆ โดย  เฉพาะน้ำผลไม้จะมีน้ำตาลดูดซึมได้ดี ไม่เป็นเชื้อเพลิงให้กับไข้ หลักสำคัญจงจำเอาไว้ว่า อย่ากินอะไรที่ไปจุดไฟในร่างกายให้ร้อนขึ้น แต่ควรกินอาหารรสเย็น เพื่อไปดับไฟในร่างกาย

21 swan
3.น้ำเย็น การดื่มน้ำเย็น ?

การดื่มน้ำเย็น ดื่มได้ ไม่ได้เป็นอันตราย แต่จะทำให้ร่างกายดูดซึมได้เร็วกว่า ยิ่งดื่มเยอะๆ ไข้ยิ่งลดเร็วขึ้น ส่วนการกินน้ำแข็งก็ไม่เป็นอันตรายอะไร แต่หากไออยู่ ควรเลี่ยงเพราะน้ำเย็น น้ำแข็ง เพราะจะไปกระตุ้นการไอ

4.น้ำมะพร้าวกินได้ไหม?

เป็นไข้ ดื่มน้ำมะพร้าวได้ เพราะน้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดไข้ได้ดี และยังมีเกลือแร่จากธรรมชาติในระดับที่พอดี ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้ง่าย ๆ

 

เมื่อมีไข้ควรงดอาหารแสลงนะคะ ควรกินอาหารอ่อนๆ ร้อนๆ ที่ย่อยง่าย พวกข้าวต้ม  โจ๊ก ต้มจืด หากมีอาการเจ็บคอร่วมด้วยควรดื่มน้ำอุ่น ชงน้ำผึ้ง+ มะนาว + เกลือ จิบๆ ดื่มบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกดีขึ้น เคล็ดลับดีๆช่วยให้รู้สึกดีขึ้น

ข้อมูลจาก
หมอทีม Dr. Team
ชัวร์ก่อนแชร์
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

Categories
Blog

การย่างไฟvการย่างขี่หมา เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถล้ม

 

Amin Hasani

ในสมัยก่อนภาคอิสาน เมื่อถูกรถชน ตกต้นไม้ หรือ โดนกระแทรกอย่างรุนแรง เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาช้านาน ชาวบ้านเชื่อกันว่า การย่างไฟ เป็นวิธีการรักษาสุขภาพวิธีหนึ่งของการแพทย์พื้นบ้านภาคอีสาน ใช้รักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ซึ่งไม่สารถมองเห็นข้างในของร่างกายอาการอาจดูไม่ออก แต่อาจมีอาการเมื่ออายุเพื่มขึ้นก็ได้ การย่างไฟ  เป็นการใช้ความร้อนที่เหมาะสมผ่านตัวยาสมุนไพรเพื่อให้ออกฤทธิ์ และความร้อนไออุ่นจะทำให้น้ำมันหอมระเหยในสมุนไพรหากไม่ทำการย่าง คนเฒ่าคนแก่ภาคอิสานมักจะพูดกันว่า ตอนเกิดอุบัติเหตุไม่ยอมย่าง ไม่เชื่อฟัง เลือดลมร่างกายไม่ปกติ

การย่างไฟ

สมุนไพรและอุปกรณ์ในการย่าง

1.ใบมะขาม, ใบขี้เหล็ก, สะแกนา,ใบหนาด

2.เหล้าขาว 40 ดีกรี ประมาณ 30-40 มิลลิลิตร

3.น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ

4.แคร่ไม้ไผ่ 

5.ถ่านไฟ หรือ ถ้าเป็นไม้ควรใช้ไม้มะขาม ไม้ขี้เหล็ก

6.แผ่นสังกะสี 1 แผ่น

7. ครุถังใส่น้ำ

8.ผ้าห่มสองผืนสำหรับปู 1 ผืน และสำหรับคลุมร่างกาย 1 ผืน

 

วิธีการย่างไฟ แบบที่ 1 แบบละเอียด

1.นำแคร่มาวางไว้ที่โล่ง ก่อไฟด่านล่าง ใช้ถ่านหรือไม้ฟื้น เช่น ไม้มะขามป้อม ขี้เหล็ก สะแกนา

2.เหล้าขาว 40 ดีกรี ประมาณ 30-40 มิลลิลิตร+น้ำตาลทราย 1-2 ช้อนโต๊ะ ดื่มเพื่อปรับธาตุ ปรับเลือด

3.วางสมุนไพรลงบนแคร่ให้ทั่ว ปูผ้าหรือเสื่อ ชุบน้ำบนชั้นของสมุนไพร (ต้องชุบน้ำก่อนย่างเสมอและหลังจากย่างได้        2-3ชั่วโมง ต้องพรมน้ำให้ชุ่ม) เพื่อไม่ให้ร้อนมากเกินไป

4.เตรียมร่างกายอาบน้ำให้สะอาด ทำความสะอาดร่างกาย โดยการอาบน้ำอุ่นที่มีส่วนผสมของใบมะขามและใบหนาดต้มให้เดือด ให้สวมเสื้อผ้าที่หลวมๆ ระบายอากาศหรือถ่ายเทความร้อนได้

5.เวลาย่างไฟจะได้ไม่อบและร้อนเกินไป การนอนบนแคร่ที่มีไอร้อนต้องมีการเฝ้าดูอาการไม่ห่าง หากร้อนมากเกินไป ร่างกายอาจเกิดแผลจากความร้อนได้ ระวัง

 

การย่างไฟแบบที่ 2 โดยย่อ

ใช้ใบและกิ่งเปล้าใหญ่สด ใบหนาด จำนวนมาก ใบว่านซน 7-8 ใบ ข้าวเปลือกแช่น้ำ 3-4 กิโลกรัม เอาใบเปล้าใหญ่ ใบหนาด ปูลงบนแคร่ไม้ไผ่ให้หนาพอควร เอาใบหว่านซนปูลงทับเป็นช่วงๆ ข้าวเปลือกโรยทับ จากนั้นเอาเสื่อปูทับอีกครั้งหนึ่ง ให้ผู้ป่วยนอนห่มผ้าด้านบน ก่อไฟใต้แคร่และให้เอาใบเปล้าใหญ่ ใบหนาดคลุมไฟ ให้ควันลอยขึ้นหาคนป่วย จะไม่มีการเปลี่ยนสมุนไพรจนแล้วเสร็จ

ช่วงเวลาที่ย่างอาจต้องใช้ความอดทน ร้อนหน่อย แต่ดีต่อสุขภาพ

การย่างขี่หมา

การย่างขี่หมา เป็นการรักษาอีกแบบตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ปัจจุบันภาคอิสานยังคงนิยมย่างและรักษาผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ รถล้ม ตกจากต้นไม้ เป็นต้น การย่างแบบขี้หมาสามารถทำให้อาการฟกช้ำ ดำเขียว อาการปวดดีขึ้น

สมุนไพรในการย่างขี้หมา มีดังนี้

1.ใบพลับพลึง, ใบหนาด, ใบว่านไพล, ใบระหุ่ง

2.แคร่ไม้ไผ่ 

3.ถ่านไฟ

4.แผ่นสังกะสี 1 แผ่น

5.ครุถังใส่น้ำ

6.ผ้าห่มสองผืนสำหรับปู 1 ผืน และสำหรับคลุมร่างกาย 1 ผืน

 

วิธีการย่างขี่หมา

1.ก่อไฟบนสังกะสี ถ้าถ่านเปลี่ยนเป็นสีแดงแสดงว่าถ่านติดแล้ว

2.นำสังกะสีไปว่างไว้ที่ใต้แคร่ไม้ และให้ผู้ประสบอุบัติเหตุนอนบนแคร่

3.นำขี้หมามาวางบนถ่านไฟ ยิ่งเยอะยิ่งดี แนะนำว่าควรเป็นขี้หมาแห้งจะไม่มีกลิ่นเหม็นมาก หากไม่มีจริงๆขี้หมาเปียกก็ได้

4.นำใบว่านไพร ใบพลับพลึง ใบหนวด ใบระหุง มาวางบนกองไปข้างล่างแคร่

5.เมื่อนำสมุนไพรเหล่านี้มาวางบนกองไฟจะทำให้เกิดควันโขมงอย่างมาก ใช้ผ้าคลุมทั้งตัวของผู้ป่วยและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสูดดมเอาสมุนไพรนั้น ความร้อนของกลิ่นสมุนไพรจะทำให้หายใจโล่ง และอาการเจ้บปวด ปวดตามตัวจะทุเลา และดีขึ้น

 

ารย่างจะใช้ระยะเวลาโดยขึ้นกับอาการของผู้ป่วย

1.ระดับเล็กน้อย ย่างไฟครั้งละ 2-4 ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง 1-2 วัน

2.ระดับปานกลาง ย่างไฟครั้งละ 3-5 ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง 2-4 วัน

3.ระดับการเจ็บป่วยรุนแรง เช่นกระดูกหัก หมดสติ หลังจากได้รับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ย่างไฟครั้งละ 4-7 ชั่วโมง ทำต่อเนื่อง 3-5 วัน

ข้อห้ามและข้อควรปฏิบัติ ในการย่าง

1.ผู้รับบริการไม่ควรดื่มน้ำเย็นขณะทำการย่าง

2.ไม่ควรย่างในรายที่อ่อนเพลีย และผู้มีประจำเดือน

3.ควรทำหลังรับประทานอาหารแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง

4.คนที่ฟกช้ำจากการอุบัติเหตุหากมีบาดแผลห้ามย่าง

5.ผู้ป่วยที่มีไข้ตัวร้อนห้ามย่าง

6.หลังการย่างยาไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปชะล้างตัวยาออกจากผิวหนัง และทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน

 

ที่มา: http://www.thaihof.org/knowledge/article/detail/2696

https://www.m-culture.go.th/mahasarakham

/ewt_news.php?nid=2213&filename=index

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Categories
Blog

ทำไมถึงเมารถ 8 เทคนิคแก้อาการเมารถ

 

Avel Chuklanov

ทำไมถึงเมารถ

อาการเมารถ มีหลายคนคงเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ บางคนเป็นตั้งแต่เด็กๆไม่หายขาด บางคนเป็นตอนโตแล้ว จะนั่งรถบัสปรับอากาศ หรือ รถยนต์ส่วนตัว เมารถตลอดพกถุงพลาสติ๊กติดกระเป๋าเป็นประจำกันเลยที่เดียว อาการเหล่านี้เกิดจากระบบประสาทการทำงานไม่สมดุลกัน

เมารถ เกิดจากความไม่สัมพันธ์กันของประสาทตากับประสาทการทรงตัวในหูชั้นใน และได้รับการกระตุ้น เช่น นั่งรถข้างหลังมีการเหวียง เบรคที่รุ่นแรง กลิ่นน้ำยาปรับอากาศ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้เกิดอาการเวียนหัว คลื่นใส้อาเจียน

8 เทคนิคแก้อาการเมารถ

1.นั่งแถวหน้าของรถ

หากสามารถเลือกที่นั่งได้ควรเลือกนั่งข้างหน้าหรือ โซนกลางรถ ไม่ควรนั่งแถวท้าย หากรู้ตัวว่าเมารถ เพราะนั่งท้ายของรถบัสหรือปรับอากาศ เเรงเวียงของรถจะอยู่ที่ท้ายรถ และการนั่งรถที่เหวี่ยงนานเกินไปยิ่งทำให้เกิดอาการเวียนหัวมากขึ้น และอวกในที่สุด

Bo Kim

2.หยุดเล่นโทรศัพท์ หรือ อ่านหนังสือบนรถ

ในขณะที่เดินทาง สายตาไม่ควรจดจ่อ จ้อง โทรศัพท์ หรือ อ่านหนังสือ บนรถนานๆ การจดจ่อบางสิ่งบางอย่างมากเกินไปจะทำให้อาการหนักกว่าเดิม

3.เปิดหน้าต่างรถ

เปิดหน้าต่างรับลม ทำให้อาการเวียนหัวน้อยลงการมองออกไปข้างหน้าไกลๆ ทำใจให้เย็น ตั้งสติ เพื่อให้ประสาทสัมผัสค่อยๆ ปรับตัวให้ลืมว่ากำลังจดจ่อกับอาการวิ่งเวียนหัว เปิดหน้าต่างรับลมเย็นให้รู้สึกสดชื่น และลืมไปเลย

4.ดื่มน้ำอัดลม หรือ ลูกอม

การจิบน้ำอัดลมสามารถช่วยลดอาการเมารถได้ ช่วยลดอาการมวลท้อง  เพราะน้ำอัดลมช่วยขับดันกรดในกระเพาะออกมาแต่ไม่ควรดื่มเยอะควรจิ๊บเป็นระยะๆ หรือ หาลูกอม รสชาติเปรี้ยวก็สามารถช่วยได้

5.การใส่แว่นสีดำเข้มๆ

หลายคนอาจยังไม่รู้ มีแว่นตาดำอันเดียวก็สามารถหายจากอาการเมารถได้ ไม่น่าเชื่อใช่ไหมค่ะ การใส่แว่นตาดำสีเข้มๆทำให้การมองเห็นได้ถูกปิดกั้นในระดับหนึ่ง จึงสามารถลดอาการเมารถได้ อาการเมารถเป็นอาการที่เกิดจากประสาทการทรงตัวทำงานไม่สมดุล แว่นดำลดอาการเมารถให้น้อยลงทั้งนี้ยังได้ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล

6.อย่าปล่อยให้ท้องว่าง

หากหิว ท้องว่าง จะยิ่งทำให้อาการเวียนหัวรุนแรงขึ้น หลายคนอาจเข้าใจว่ายิ่งกินยิ่งอวก หากไม่ได้กินอะไรเลยความจริงยิ่งทำให้อาการเวียนหัวเพิ่มขึ้น

7.ยาดม ยาหม่อง

ยาดม ยาหม่องมีสารระเหยและสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิด เช่น เมนทอล การบูร หากรู้สึกว่ากำลังคลื่นใส่ วิงเวียนศีรษะ ควรพกไว้ติดตัว ยาดม ยาหม่อง สิ่งเหล่านี้ช่วยคุณได้ช่วยคุณได้ ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศรีษะ กลิ่นหอมๆของสมุนไพรทำให้อาการบรรเทา รู้สึกดีขึ้น

Ketut Subiyanto

8.ทานยาแก้เมารถ หรือ นอนหลับ

หากรู้ตัวว่ามักมีอาการเมารถเป็นประจำ ก่อนเดินทางควรทานยาแก้เมารถ (Dimenhydrinate) ก่อนออกเดินทาง 20-30 นาที หากขับรถเองควรหลีกเลี่ยงเพราะจะทำให้เกิดอันตรายได้เพราะยามีฤทธิ์ทำให้ง่วงมาก หากรู้ตัวแล้วว่าไม่ไหวจริงๆ ควรหลับตา หรือ นอนหลับไปเลย จะทำให้ร่างกายพักผ่อน และผ่อนคลาย