Categories
Blog

10 ผู้ชายประเภทนี้ควรออกไปจากชีวิต

Vera Arsic

1.มองโลกในแง่ร้าย

เขาจะมองทุกสิ่งอย่างในแง่ลบ ทุกสิ่งอย่างไม่ดีเลวร้ายกับเขา คนอื่นต้องผิดพลาด มีความคิดที่แตกต่างในแง่ลบเสมอ และเขายังดึงดูดพลังงานด้านบวกของคุณอีกด้วย

2.ชอบเอาชนะและเถียง

เวลามีปัญหาจะชอบใช้อารณ์มากกว่าเหตุผล ยังไงต้องชนะไว้ก่อน การที่ไม่รับฟังเหตุผล ใช้อารณ์เป็นหลักผู้ที่รับฟังจะเหนื่อยและทุกข์ใจจากอารณ์ของคุณ

3.มีอคติ คนอื่นไม่ดีเสมอ

ทุกสิ่งอย่างไม่ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเขานั้นต้องถูกเสมอ ไม่ชอบสิ่งนั้น สิ่งนี้ ไม่ชอบคนรอบข้าง และโจมตีเสมอเพื่อเอาชนะ

4.ขี้โม้อวดอวด

เชื่อว่าหลายๆคนคงไม่ชอบคนที่ชอบโม้ โอ้อวด และไม่ลงมือทำ เพ้อเจ้อเพ้อฝัน หรือ บางคนโอ้อวดมั่งอวดมีจนเกินตัว จนเกิดอารณ์หมั่นใส่ไม่ชอบจริงๆเลย อวดจนทำให้เรารู้สึกด้อยกว่าเขา ถอยห่างดีกว่า หากที่ใดเราอยู่แล้วอึดอัดควรถอยห่างออกมา

5.เอาแต่ใจไม่มีเหตุผล

เวลาสนทนาเขาจะเป็นคนชนะ เถียงสุดฤทธิ์ หรือหากเขาอยากได้อะไรก็จะเอาเดียวนี้ๆไม่ฟังเหตุผลว่าเราทำอะไร เมื่อเราพยายามอธิบายเขากลับไม่ฟังเหตุผลของเราเลย

6.จับผิดตลอดเวลา

คงไม่มีใครชอบชอบจับผิดตลอดเวลา เช่น ใครโทรมา เช็คโทรศัพท์ไม่มีความส่วนตัว เช็คว่าเราคุยกะใคร เพื่อนผู้หญิงหรือผู้ชาย ห้ามคุยกะผู้ชาย เธอมีอะไรปกปิดหรือเปล่า สอดส่องคอยจับผิดตลอดเวลา เห้ออึดอัดเกินไป

7.อยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุข

หากเรามีคนรักสักควร ควรมีความรักที่เข้าใจ ไม่ใช่แค่บอกรักเราอย่างเดียว รักและดูแลเราด้วย หากเจ็บป่วยหรือ มีเรื่องไม่สบายใจเขาจะอยู่กับเราเสมอ ไม่ว่าจะสุข หรือเราทุกใจ ไม่ควรรักผู้ชายที่บอกแต่คำว่ารัก ควรรักผู้ชายที่ รักและห่วงใยและพร้อมที่จะทุกข์หรือสุข จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิต

8.แชร์ทุกอย่างให้โลกรู้

เวลามีเรื่องไม่ดี เรื่องไม่สบายมักแชร์ทุกข์อย่างให้ชาวโลกรู้ เช่น เวลาทะเลาะกัน มีปัญหาต่างๆ แชร์ให้คนอื่นรู้ มักเอาแต่เรื่องปวดหัวมาพูดให้เราจิตตก

9.อารณ์รุนแรงชอบทำร้ายร่างกาย

เวลาทะเลาะกันชอบใช้ความรุ่นแรงกับผู้หญิง ไม่ดีนะค่ะ หากผู้ชายที่ใช้ความรุ่นแรงกับผู้หญิง ทะเลาะกันที่ไร ตีผู้หญิง หรือใช้คำหยาบคาย ด่าไปถึงบุพการี ขนาดพ่อแม่เราแท้ๆยังไม่เคยลงไม้ลงมือ ด่าหยาบคายเสียหาย ไม่ขอทนจ้า ขอบาย หากเขาเคยลงไม้ลงมือและอาจมีครั้งต่อไปตามมา

10.โกหกและปิดบัง

หากพบเจอคนประเภทนี้ควรรีบถอยห่าง เพราะเขาจะชอบโกหกคุณเรื่อยๆ และปิดบังความจริง ไม่บอกความจริง หากคุณจับได้จะทำให้เกิดความไม่เชื่อใจ เขาจึงปกปิดและโกหกจนกลายเป็นนิสัย กลัวคนจะนำความลับที่ไม่ดีของเขาถูกนำมาเปิดเผย แต่ความลับไม่มีในโลกนะจ๊ะสักวันมันจะถูกเปิดเผย

Categories
Blog

น้องสาวมีกลิ่นเหม็น หยุด 5 พฤติกรรมเหล่านี้ด่วน

Alexander Schimmeck

หากเดินผ่านผู้คนแล้วน้องสาวส่งกลิ่นมาตามลม โอ้ยปวดใจ ชั่งเป็นเรื่องที่น่าอับอายสำหรับสาวๆ หากน้องสาวมีกลิ่นแรง แล้วสาเหตุมันมาจากอะไร ทำไมน้องสาวมีกลิ่นเหม็นแรง บางคนอาจมีปัญหากับสิ่งนี้ ทำอย่างไรดี?

สำหรับผู้หญิงอย่างเรา ไม่ได้แลแค่เรื่องความสวยงงามบนใบหน้าเท่านั้น น้องสาวก็สำคัญเช่นกัน ความจริงแล้วกลิ่นไม่ใช่เรื่องตลกเลย กับปัญหาเหล่านี้ สาวๆควรสำรวจตัวเองดู บางทีเราอาจมองข้ามสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ และอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ไปอ่านกันดีกว่าค่ะปัญหาเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไรบ้างและควรแก้ไขอย่างไร ให้น้องสาวของเรากลิ่นหอม

1.ใส่ผ้าอนามัยจนเคยชิน

หลายคนอาจติดนิสัยและเคยชินกับการใส่แผ่นผ้าอนมัยชิ้นเล็กเพื่อป้องกันตกขาว หรือคราบเปื้อนบนกางเกงชั้นใน หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ควรใส่เท่าที่จำเป็นค่ะ น้องสาวของเราต้องการอากาศถ่ายเท ไม่ควรผ้าอนามัยตลอดเวลาจะทำให้อับชื้นและมีกลิ่นเหม็นเพิ่มขึ้น และช่วงที่สาวๆมีประจำเดือนควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ 1-2 ชั่วโมงควรเปลี่ยน เพื่อลดความอับชื้น ไม่ทำให้เกิดแบคที่เรีย

2.ใส่กางเกงยืนรัดแน่นจนเกินไป

เพราะยุกต์สมัยที่เปลี่ยนไป ผู้หญิงสมัยก่อนมักใส่ผ้าถุง ไม่ค่อยสวมใส่ชุดชั้นในกัน ทำให้ไม่เกิดการอับชื้น และทำให้น้องสาวแห้งเร็ว แต่สมัยนี้เปลี่ยนไปสาวๆส่วนใหญ่นิยมสวมใส่ยืนสวมเสื้อผ้าเเน่คับจนเกินไป ทำให้เกิดความอับชื้นเพิ่มมากขึ้น หากสาวๆดูแลทำความสะอาดน้ำสาวไม่ดี รีบสวมใส่กางเกงในทั้งที่น้องสาวยังไม่แห้ง หรือกางเกงในไม่แห้งสนิท และทำให้เกิความอับชื้นตามมา น้องสาวนั้นเป็นจุดซ่อนเร้นที่สำคัญ ง่ายต่อการอับชื้น ควรหมั่นดูแลรักษาทำความสะอาดน้องสาวให้ถูกวิธีนะค่ะ

3.กินแต่ของหมักของดอก

หากพูดถึงของหมักของดอกแล้ว น้ำลายไหลเลยใช่ไหมค่ะสาวๆ หากประจำเดือนไกล้มาแล้ว มักอดใจไม่ไหวทุกที เช่นมะม่วงดอง องุ่นดอง มะดันดอง บางคนชอบกินอาหารรสจัด เช่น กระเทียม ปูปลาร้า ของหมักของดอกนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้ตกขาวเพิ่มมากขึ้น หากสาวๆอดใจไม่ไหวจริงๆควรทานน้อยๆ แต่ต้องทำความสะอาดสาวๆให้ดี สำหรับคนที่มีความผิดปกติมากๆควรหยุดทานสิ่งนี้ค่ะ

Юлиана Маринина

4.เกิดจากการตกขาว หรือติดเชื้อ

ตกขาวอาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้น้องสาวมีกลิ่น แต่โดยปกติสาวๆจะตกขาว ก่อนและหลังประจำเดือนจะมา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า ตกขาวปกติไหม?

  • สีขาวขุ่น ขาวเหลือง นี่คือการตกขาวที่ปกติ
  • ตกขาวมีสีเหลือง หากสาวๆมีอาการคัน บางครั้งมีฟอง กลิ่นเหม็นเปรี้ยว อาจเกิดการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ หรือการสวนล้างทางช่องคลอดมากเกินไป
  • สีเหลือง สีขาวขุ่น กลิ่นปัสวะเหม็นอับ แสบขัด เหม็นบูด  และคันเกิดจากการติดเชื้อในช่องคลอด ติดเชื้อรา หรือ จากการทานยาปฎิชีวนะ
  • ตกขาวเหลืองปนสีเขียว มีกลิ่นเหม็นคาวปลา คัน เจ็บปวดเวลาปัสาวะ  ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ หรือ เป็นโรคหนองใน
  • ตกขาวสีน้ำตาล  มีกลิ่นเหม็นอับ มีฟอง มีอาการคัน เกิดการติดเชื้อควรพบเเพทย์โดยด่วนเพื่อตรวจภายใน

อีกสาเหตุที่ควรสงสัยหากเกิดการตกขาวที่รุนแรง เกิดความเจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ มีเลือดออดกระปิดกระปอย ตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คสุขภาพภายใน เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงจมูก บางคนอาจมองข้าม ควรตรวจสุขภาพ ตรวจเช็คมะเร็งปากมดลูกทุกๆปีค่ะ เพราะภายในคือสิ่งที่มองไม่เห็นจริงๆ

5.โกนขนน้องสาวเรียบเนียนเกลี้ยงซะ

สาวๆหลายคนที่ชอบโกนขนให้น้องสาวชะเกลี้ยง ดูสะอาด ข้อดีของการมีขนนั้น คือเกาะกำบังไม่ให้เชื้อโรคเข้ามาได้อีกทั้งยังช่วยลดแรงเสียดสีขณะมีเพศสัมพันธ์อีกด้วย

Júlio Sotério

อยากให้น้องสาวหอมควรทำอย่างไร

1.ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากมีน้ำหนักมากจนเกินไปบริเวณต้นขาจะเบียดกันและทำให้น้องสาวมีกลิ่นเหม็นและอับชื้นได้

2.หากทำความสะอาดน้องสาวไม่ควรสวนล้างน้ำเข้าไปในช่องคลอด

3.อย่าโกนน้องสาวจนเกี้ยง เพราะขนช่วยปกต้องแบบที่เรีย เป็นเกาะกังบังให้น้องสาว

4.งดของหมักของดองทั้งหลาย

5.ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่รักแน่นจนเกินไป ชุดชั้นในควรตากแดดไม่อับชื้น

หากสาวๆตกขาวและมีกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ อย่านิ่งนอนใจ หมั่นความความสะอาดให้ถูกวิธี หากยังไม่หายควรปรึกษาแพทย์และสุขภาพที่ดีของสาวๆค่ะ

 

 

 

Categories
Blog

10 เคล็ดลับหน้าเด็ก อยากหน้าเด็กลงควรทำสิ่งนี้

Ron Lach

1.ทาเซรั่มก่อนนอน

หลายคนอาจมองข้ามการทาเซรั่ม หรือครีมบำรุงก่อนนอน ผิวฉันยังดี ฉันยังไม่แก่ ความจริงแล้วเมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยต่างๆจะเกิดขึ้นบนใบหน้า นี่คือสิ่งจำเป็นสำหรับสาวๆ ควรทาอย่างสม่ำเสมอนะค่ะ หากไม่อยากมีรอยบนใบหน้า หน้าแก่ก่อนวัยอันควร

2.ไม่เครียดและเข้านอนก่อน 4ทุ่ม

รู้หรือไม่ ความเครียดนั้นส่งผลต่อสุขภาพผิวของคุณโดยตรง  ความเครียดเป็นสาเหตุให้ใบหน้าเกิดริ้วรอย และทำให้แก่ก่อนวันอันควร หากร่างกายหลั่งสารความเครียดออกมาทำให้ผิวพรรณขาดความชุ่มชื้น และทำลายผิวพรรณของเรา  ฉนั้นต้องคิดบวก มองโลกในแง่ดี และการนอนหลับก็สำคัญเช่นกัน ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ในแต่ละวันควรนอนหลับให้ได้8ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูส่วนต่างๆของร่างกาย ลองสังเกตุดูใบหน้าตัวเองหากนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอใบหน้าจะหมองคล่ำ อยากมีใบหน้าผ่องใส ไม่หลงไม่ลืม ความจำดีขึ้น ควรนอนก่อน4ทุ่มทุกวัน การนอนเร็วจะทำให้หน้าเด็กลงอีกด้วย

3.กินวิตามิน

ควรทานวิตามินค่ะสาวๆ วิตามินบางตัวมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว สาวๆที่ผิวไม่สวย ผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวแห้งหยาบกร้านแนะนำควรทานวิตามินอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพราะวิตามินเหล่านี้ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

วิตามินยังสามารถป้องกันริ้วรอยแก่ก่อนวัย เช่น วิตามินอี วิตามินซี หากสาวๆใช้วิตามินสองตัวนี้คู่กันรับรองผิวปั่งและมีออร่ามากๆคะ

4.ทาครีมกันแดด

ก่อนจะออกจากบ้านสิ่งที่ไม่ควรลืม ควรทาครีมกันแดดนะค่ะสาวๆ ครีมกันแดดจะช่วยปกป้องใบหน้าของคุณจากแสงแดด เพราะแดดที่ประเทศไทยแรงมาก แสงแดดสามารถทำให้ผิวสวยๆเปลี่ยนสีได้เลยคะ ควรทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเสมอ เลือกครีมกันแดดที่มี SPF5+pa++++ขึ้นไปค่ะเพราะจะช่วยปกป้องผิวของคุณจาก UVA,UVB และยังช่วยปกผิวจากมลภาวะต่างๆอีกด้วย และยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งผิวหนังด้วยค่ะ

5.ล้างเครื่องสำอางให้สะอาดก่อนนอน

ในแต่ละวันควรล้างหน้าให้สะอาดอย่างน้อย เช้า-เย็น ใช้สบู่อ่อนๆหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เพราะการล้างหน้าจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ใช้นิ้วมือทำความสะอาดเบาๆ ควรซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนูเบาๆ เพราะผิวหน้าบอบบางมาก หลีกเลี่ยงการทำความสะอาดหน้าบ่อยๆ หรือ ทำความสะอาดที่รุนแรงเกินไป อาจทำให้ผิวหน้าเกิดการระคายเคืองได้ และทำลายผิวบนใบหน้าได้

Gustavo Fring

6.หลีกเลี่ยงดื่มน้ำอัดลม ดื่มน้ำเปล่าเยอะ

น้ำอัดลมนอกจากจะมีน้ำตาลทำให้อ้วนแล้ว ยังมีผลเสียต่อผิวด้วยค่ะ น้ำอัดลมจะขจัดน้ำจากร่างกาย ทำให้ผิวไม่สวย ไม่ผ่องใส และมีผิวหมองคล่ำ ฉนั้นควรหลีกเลียงการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ และหันมาดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ เพื่อผิวพรรณที่ดี การดื่มน้ำเยอะๆจะช่วยขับล้างสารพิษ ของเสียต่างๆในร่างกาย น้ำสามารถทำให้ผิวมีความนุ่มและยืดหยุ่น ผิวพรรณสดใส  ดูอ่อนวัย ควรดื่มน้ำบริสุทธิ์อย่างน้อย 1.5ลิตรขึ้นไป น้ำ1 ขวดต่อวันค่ะ หรือมากกว่านี้ได้

7.อาบน้ำนมและน้ำผึ้ง

สาวๆหลายคนคงได้ยินมาบ้างแล้วใช่ไหมค่ะ อาบน้ำผึ้ง,อาบน้ำนม ใช่ค่ะ การแช่น้ำนมและน้ำผึ้งเป็นประจำ สามารถเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว นมและน้ำผึ้งสามารถผลัดเซลล์ผิวที่ตายไปแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มน้ำมันที่มีส่วนผสมสารสกัดด้วยธรรมชาติด้วย อโลเวร่าเพิ่มความหอม และน้ำมันมะกอก เป็นวิธีง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาออกไปข้างนอก และด้วยสถานะการแบบนี้ วิธีเหล่านี้สามารถให้กลับมาผิวนุ่มเรียบเนียนเหมือนเด็กครั้ง ใครๆก็ต้องหันหลังกลับมามองผิวของคุณ

8.ทานอาหารที่มีประโยชน์

หลายคนหันมารักสุขภาพกันมากขึ้น หากเลือกได้ควรเลือกทานผักปลอดสารพิษ หากซื้อมาจากตลาดควรล้างหลายๆครั้งให้สะอาด ทานอาหารเพื่อสุขภาพ ทานผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ทานอาหารปรุงสุกร้อนๆ

9.ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายนอกจากจะสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้ร่างกายฟิตอีกด้วย แต่ไม่ควรหัดโหมจนเกินไป ควรออกกำลังกายให้พอสมจะส่งผลดีต่อร่างกาย

10.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่

เคยสังเกตุไหมว่า คนที่ดื่มแอลกฮอล์ต่อเนื่องทุกวันและร่วมกับการสูบบุหรี่จัด คนส่วนมักจะลงพุงหรือใบหน้าหมองคล่ำดูแก่ก่อนวัยอันควร ฉนั้นรักสุขภาพหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่จัดเพื่อสุขภาพและใบหน้าที่อ่อนกว่าวัย

 

 

 

 

 

 

 

Categories
Blog

5วิธีแก้ปัญหาลูกติดหน้าจอ พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร

Andrea Piacquadio

การเลี้ยงลูกสมัยนี้ชั่งแตกต่างจากสมัยก่อนจริงๆ เพราะสมัยนี้โลกได้เปลี่ยนไปมาก และเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตจริงๆ เด็กเล็กๆรู้จักเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ทุกครอบครัวจะมีโทรศัพท์มือถือ,ไอแพต,โน๊ตบุค บางครั้งพ่อแม่เหนื่อยจากการทำงาน ลูกงอแงอยากเล่นโทรศัพท์ พอลูกได้เล่นโทรศัพท์ปุ๊บลูกนิ่งเงียบไม่โวยวาย และไม่สนใจอะไรเลย ไม่สนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง หากเด็กเล่นมากๆหลายชั่วโมง มีความเสี่ยงต่อสมาธิสั้น และปัญหาตามมาพ่อแม่ควรแก้ไขอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้

1.พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดี

หากจะพูดไปแล้วโลกเปลี่ยนไป โชเชียลมีเดียนั้นมีบทบาทสำคัญกับทุกคนจริงๆ นอกจากจะใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารการส่งงานทางเมลล์ หรือบางครั้งอยากเช็คโชเชียลมิเดีย เช่น Facebook,instagram,TikTok เพื่อผ่อนคลาย แต่ในระหว่างที่เราเช็คโทรศัพท์นั้นลูกน้อยจะมักอยู่ข้างๆเสมอ และอยากรู้อยากเห็นสิ่งที่เรากำลังดู เพราะเขาคือวัยกำลังเรียนรู้ บางครอบครัวลูกไม่ยอมกินข้าวและเปิด YouTube หาเพลงสนุกๆ หลอกล้อให้ลูกกินข้าว ทำให้ลูกสนใจมากขึ้น ความจริงแล้วไม่ดีนะค่ะ หากจะกินข้าวต้องเปิดโทรศัพท์ จะทำให้ลูกเรียนรู้ต้องเปิดโทรศัพท์เสมอ หากจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นพ่อกับแม่ควรเป็นแบบอย่างให้แก่ลูก ไม่ควรจับโทรศัพท์ให้ลูกเห็นบ่อยๆ ควรเช็คโชเชียวมีเดียเมื่อลูกหลับ หรือ หากต้องใช้โทรศัพท์จริงๆเวลาตอบเมลล์ ตอบไลน์ หรือสื่อต่างๆควรให้ลูกหลับแล้วหรืออาจคุยงานในห้องน้ำเพื่อไม่ให้ลูกเห็น ให้เขาได้เรียนรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่ได้สนใจโทรศัพท์มือถือเช่นกัน

2.วันละไม่เกิน 1 ชั่วโมง

ความเป็นจริงผู้ปกครองควรให้ลูกดูได้แต่ไม่นาน ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมงพอ หรือให้ดูสัปดาห์ละ 1 ครั้งพร้อมกันกับผู้ปกครองในวันหยุดสุดสัปดาห์ครั้งละ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

Anna Pou

3.ให้เวลาลูกทำกิจกรรมร่วมกัน

พ่อแม่ควรมีเวลาให้กับลูก หากิจกรรมทำร่วมกับลูกน้อย เด็กติดหน้าจอมากเกินไปไม่ดี ไม่ควรให้ลูกสนใจแต่โทรศัพท์ ทำกิจกรรมร่วมกับเขา เพราะเด็กคือผ้าขาว ผู้ใหญ่ทำอะไรเด็กมักจะเรียนรู้ด้วยเสมอ

  • ออกไปวิ่งเล่นสวนสาธารณะ เด็กต้องการวิ่งเล่น สูดอากาศบริสุทธิ์ การที่อยู่แต่ห้องเด็กไม่มีอะไรทำจะสนใจแต่โทรศัพท์มากขึ้น
  • วาดภาพระบายสี เป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลาย ช่วยฝึกกล้ามเนื้อให้ลูกและทำร่วมกับผู้ปกครอง
  • อ่านหนังสือก่อนนอน แทนการจับโทรศัทพ์ เล่านิทานสนุกๆก่อนเข้านอน
  • ปล่อยให้ลูกได้เล่นสนุกๆตามวัยเขา วัยกำลังเรียนรู้ไม่ใครใช้สายตาหน้าจอเกินไป
  • กิจกรรมร้องเพลง เป็นกิจกรรมที่สนุกและผ่อนคลายช่วยให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ภาษา หรือ เล่นเกมสนุกๆกับลูก

4.คนในครอบครัวปฎิบัติทางเดียวกัน

ต้องเข้าใจก่อนว่า ครอบครัวคนไทยส่วนมากเป็นครอบครัวใหญ่ ส่วนมากอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคน                          เช่นพ่อ,แม่,พี่,น้อง,ลง,ป้า,น้าอา และมีคุณตาคุณยายด้วย หากเป็นเช่นนี้เราจะไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา ลูกอาจจะไปกับหลายๆคน เราสั่งห้ามไม่ให้ลูกดูไอแพต หรือ โทรศัพท์ แต่ลูกแอบเอาโทรศัพท์ให้คุณปู่คุณย่าเปิดให้  ทุกๆคนในครอบครัวควรทำความเข้าใจให้ตรงกัน วันนี้แม่สั่งห้ามลูกเล่นโทรศัพท์เป็น1สัปดาห์ เพื่อลงโทษเพราะลูกดูโทรศัพท์หรือไอแพตมากเกินไปและงอแงร้องไห้ ไม่สนใจคนรอบข้าง ทุกคนจะต้องปฎิบัติกับเด็กเช่นกัน เด็กจะเรียนรู้และเข้าใจว่าเขาไม่สามารถเปิดดูโทรศัพท์หรือ ไอแพตได้ และไม่มีใครเปิดให้เพราะทุกคนปฎิบัติในทางเดียวกัน

Sharon McCutcheon

5.พ่อแม่ต้องใจแข็งและทำข้อตกลง

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักตามใจลูกๆยิ่งลูกคนเดียวจะตามใจมากบางครั้งลูกงอแงอยากดูโทรศัพท์และบอกไม่ให้ลูกดูลูกเห็นแววตาออนวอนก็ใจอ่อนแล้ว หากลูกอยากดูจริงๆก่อนที่จะดูควรทำข้อตกลงกันว่าไม่เกิน1ชั่วโมงแต่บางครั้งใจดีอาจละเลยเห็นลูกกำลังสนุกไม่อยากขัดใจ พ่อแม่ต้องใจเเข็ง

  • หากเราบอกว่าลูกหมดเวลาแล้วค่ะหากลูกไม่สนใจควรปิดโทรศัพท์
  • ฝึกให้เขาเข้าใจและเรียนรู้เมื่อหมดเวลาปิดแลคืนโทรศัพท์
  • บอกเขาว่าหากเขาไม่ยอมคืนโทรศัพท์และไม่เชื่อฟังเขาจะไม่ได้ดูอีก 1 สัปดาห์
  • หากเด็กร้องไห้งอแงคุณพ่อคุณแม่ควรใจแข็งเพื่อลูกจะได้เรียนรู้เมื่อเด็กเกิดการเรียนรู้เขาจะเปิดเองและส่งให้กับพ่อแม่ และจะเป็นเด็กที่น่ารักที่รู้จักตรงต่อเวลาทำตามกฏที่ตกลงกันไว้

 

 

 

Categories
Blog

7ข้อสงสัย ตั้งครรภ์ออกกำลังกายได้ไหม

Yan Krukov

หลายคนอาจยังลังเลและไม่แน่ใจ คนท้องออกกำลังกายได้ไหม ออกกำลังกายจะแทงลูกไหม ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นโรค แต่คือการตั้งครรภ์คือ การแปลงแปลงทางด้านร่างกายและสรีระ ผู้หญิงหลายคนจึงหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพราะกลัวเกิดอันตราย กลัวการแท้งลูก ความเป็นจริงมันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราคิด

ความเป็นจริงมีตำรามากมายที่บอกว่าหญิงตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ แต่ควรเลือกออกกำลังกายให้เหมาะสม การออกกำลังกายมีประโยชน์มากมาย หากร่างกายคุณแข็งแรง สามารถลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของการตั้งครรภ์อีกด้วยแต่ในขณะเดียวกันหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญ

1.แอโรบิกและยกเวทได้

สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน พึ่งเริ่มออกกำลังกาย แนะนำให้เต้นแอโรบิกคะ คุณแม่สามารถเต้นแอโรบิกแต่ไม่เต้นอย่างสุดแรง ความเต้นระดับกลางๆอย่างสม่ำเสมอ สามารถเต้นได้ 20 นาทีทุกวันหากร่างกายเคยออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้วสามารถออกกำลังกายแบบเต้นแอร์โรบิกได้อย่างที่คุณทำมาสัปดาห์ละ150นาทีโดยประมาณ

นอกจากนี้คุณยังสามารถออกกำลังกายแบบยกเวทได้ สามารถเลือกเวทที่มีขนาดเบา การยกเวทจะช่วยเสริมความเเข็งแรงของกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อ และร่างกายแข็งแรงจะทำให้คลอดบุตรง่าย ร่างกายแข็งแรงจะสามารถฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น แต่หากคุณแม่ไม่มีประสบการณ์เล่นเวทมาก่อน แนะนำให้เข้ารับการฝึกการอบรมรับคำแนะนำสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก่อนเล่น

2.สามารถว่ายน้ำและวิ่งจ๊อกกิ้งได้

วิธีน้ำเหมาะกับคนท้องมากที่สุดคือ การว่ายน้ำ เหมาะสำหรับคนท้อง เพราะช่วยขยับร่างกายส่วนต่างๆอย่างอ่อนโยน การว่ายน้ำสามารถออกกำลังกายทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย และควรว่ายน้ำในระดับปานกลาง การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความแข็งแรงของอุ้งเชิงกราน และยังสามารถเดิน วิ่งจ๊อกกิ้งได้แต่อย่าหักโหมจนเกินไป

3.โยคะได้

การเล่นโยคะดีสำหรับหญิงตั้งครรภ์มากๆ เพราะทำให้คุณแม่รู้สึกดีขึ้น ใจเย็น รู้สึกผ่อนคลาย และทำให้มีสมาธิ ช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ทำร่างกายมีความยืดหยุ่น ทำให้คลอดลูกง่าย ลดการเจ็บปวดได้

4.ตั้งครรภ์ไม่ควรออกกำลังกาย?

หญิงตั้งครรภ์หลายคนอาจพบกับปัญหา แขนขามีอาการบวม ปวดเมื่อยตามร่างกาย รู้สึกเหนื่อยง่าย หลายคนอาจไม่รู้ การออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์นั้น สามารถลดอาการเหล่านี้ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ด้วย อีกทั้งทารกน้อยสุขภาพแข็งแรง

5.ควรออกกำลังกาย ไม่หักโหม

สตรีมีครรภ์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในระบบกล้ามเนื้อโครงร่าง,ระบบเผาผลาญ และระบบฮอร์โมน ซึ่งอาจมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บระหว่างออกกำลังกาย

คุณแม่ทั้งหลายควรลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงและอันตรายต่อคุณและลูกน้อยในครรภ์เพราะร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงควรออกกำลังกายที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง ไม่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดการหกล้ม

Leticia Azevedo

6.ออกกำลังกายทุกวันจะคลอดลูกง่าย?

จากการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายระหว่างตั้งครรภ์จะมีความเจ็บปวดน้อยลง เมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ออกกำลังกายเลย ในระหว่างตั้งครรภ์เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าระหว่างตั้งครรภ์จะมีภาวะแทรกซ้อนหรือไม่ ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ การออกกำลังกายสามารถช่วยได้

  • การออกกำลังกายสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
  • การทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอดคลอด
  • ทารกแข็งแรงและสุขภาพดี
  • คุณแม่สุขภาพดีและสามารถฟื้นตัวเร็วอีกด้วย

7.ออกกำลังกายหลังคลอด

การออกกำลังกายแบบยืดกล้ามเนื้อสามารถเริ่มได้หลังคลอดหากไม่มีภาวะแทรกซ้อน

  • ไม่ควรทำกิจกรรมที่หนักๆ เช่น การกระโดด การวิ่งอย่างรวดเร็ว ควรเดินอย่างน้อย 140 นาทีต่อสัปดาห์
  • หากยังไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาย

กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง

  • กิจกรรมที่ต้องวิ่งอย่างรวดเร็วและสัมผัส เช่นการเล่นฟุตบอล,วอลเลย์บอล,ตระกร้อ
  • กิจกรรมที่ต้องออกแรงและเกร็งหน้าท้อง เช่นการยกตระกร้าผ้าที่หนัก การยกของที่หนักๆคนเดียว
  • เล่นเทนนิส ปีนผา เซิร์ฟบอร์ด

หากคุณมีอาการเหล่านี้ควรหยุดออกกำลังกาย

1.หายใจไม่ออก,หายใจเร็วผิดปกติและใจสั่นเหนื่อย

2.มีเลือดออกทางช่องคลอด

3.ท้องเกร็งและรู้สึกเจ็บมดลูก

4.ปวดท้องรุ่นแรง

5.เด็กทารกเคลื่อนไหวน้อยลง

6.มีถุงน้ำคร่ำแตก

หากมีอาการเหล่านี้ควรหยุดทันที่และพบแพทย์โดยด่วน

 

Categories
Blog

11 ประโยชน์น่าทึ่งของน้ำขิง สร้างภูมิคุ้มกัน ดื่มทุกวันห่างไกลโรคร้าย

Dominik Martin

หากจะพูดถึง ขิง (ginger) เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรเครื่องเทศที่มีประวัติยาวนาน เป็นสิ่งที่มีติดก้นครัวเสมอมา สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด สามารถนำมาต้มดื่ม ดื่มน้ำขิงอุ่นๆเพื่อสุขภาพ เพราะขิงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ อีกทั้งมีทั้งวิตามิน เอ, บี, ซี, และธาตุฟอสฟอรัส, ธาตุแคลเซียม เป็นต้น เเละยังมีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย หรือ นำมาประกอบอาหารได้ด้วยเช่นกัน

ในด้านการแพทย์ มีการใช้ขิงในแพทย์ทางเลือกอีกหลายรูปแบบ เช่น เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ในสถานะการแบบนี้ (covid-19) ใครๆก็มองหาตัวช่วยดีที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ซึ่งขิงสามารถต่อสู้กับไข้หวัดได้เป็นอย่างดี ขิงยังมีสรรพคุณอีกมากมาย

ประโยชน์ของน้ำขิง

1.น้ำขิง ลดอาการปวดท้องประจำเดือน

ปัญหาของสาวๆส่วนใหญ่เมื่อประจำเดือนมา มักจะมีอาการปวดท้องใช่ไหมละค่ะ รู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย ไม่มีแรงที่จะลุกออกจากที่นอน อ่อนเพลีย อาจปวดมากจนต้องทานยาแก้ปวด หรือ พึ่งถุงน้ำร้อนเลยที่เดียว รู้หรือไม่ หากปวดท้องประจำเดือน ขิง หรือน้ำขิง เป็นอีกตัวช่วยที่ทำให้สาวๆบรรเทาอาการปวด หากทานน้ำขิง หรือขิง วันละ 1 ครั้ง 3 วันในระหว่างที่มีรอบเดือน น้ำขิง หรือขิงจะช่วยบรรเทาอาการปวดและปวดน้อยลงกว่าคนที่ไม่ได้ทานเลย ดื่มน้ำขิงร้อนๆจะรู้สึกดีขึ้นค่ะ

2.ระบบย่อยอาหารดีขึ้น

ในผู้ที่มีระบบการย่อยไม่ค่อยดี มักมีอาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นประจำ การดื่มน้ำขิงอุ่นๆจะช่วยให้ ระบบย่อยอาหารดีขึ้นมาก เพราะน้ำขิงมีฤทธิ์กระตุ้นระบบการย่อยอาหาร สามารถบรรเทาอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารอีกด้วย

3.ช่วยลดกลิ่นปาก ปากไม่เหม็น

การดื่มน้ำขิงนอกจากจะช่วยให้สุขภาพช่องปากของคุณแข็งแรงทำให้รอยยิ้มของคุณสดใสแล้ว ยังช่วยกำจัดและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากที่ทำให้ปากของคุณมีกลิ่นเหม็น จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มีหินปูน แบคทีเรียเหล่านี้ทำให้เกิดโรคเหงือกตามมา

4.สามารถต่อสู้กับเชื้อโรค

หากดื่มน้ำขิงเป็นประจำทุกวัน จะสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและพยาธิได้ดี เพราะในน้ำขิงมีจิงเกอร์รอล (Gingerol)จะช่วยลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ และยังสามารถป้องกันกันไวรัสเช่น RSV ได้อีกด้วย สามารถต่อสู้กับหวัดได้เป็นอย่างดี เสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการดื่มน้ำขิงกัน

5.บรรเทาอาการคลื่นใส้

น้ำขิงช่วยได้ หากคุณมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จากการทานอาหาร มีแก๊ซสะสมมากในท้อง หรือหญิงตั้งครรภ์ก็สามารถทานได้ หากรู้สึกคลื่นใส้อาเจียน เวียนศีรษะมึนงง การดื่มน้ำขิงสามารถทำให้คุณรู้สึกดี

Pixabay

6.แก้คลื่นใส้อาเจียน

หากรู้สึกวิงเวียน คลื่นใส้อาเจียน ขิงสามารถช่วยคุณได้ ขิงสามารถลดกาการคลื่นใส้ได้ หรือได้รับสารเคมีบางชนิด  การดื่มน้ำขิงร้อนๆทุกวันจะดีมากจะรู้สึกดีขึ้น แนะนำให้ดื่มตอนท้องว่างจะดี

7.ลดความเสี่ยงจากมะเร็ง

ขิงเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมมาก ขิงสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของมะเร็งได้จากการศึกษาบางชิ้นพบว่า ขิงมีสารต่อต้านอนุมุลอิสระ สามารถลดการเกิดมะเร็งได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ กระเพาะอาหาร มะเร็งรังไข่ เต้านม เป็นต้น

8.ช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง

มีการศึกษาพบว่า น้ำขิงสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ การดื่มน้ำขิงสามารถช่วยให้ร่างกายใช้อินซูลินในร่างกายนำมาใช้ได้ดี ดังนั้นใครที่มีอาการเมาค้าง ตื่นมาแล้วยังรู้สึกวิงเวียน ปวดหัวไม่หาย ควรดื่มน้ำขิงอุ่นๆเพื่อช่วยให้อาการเมาค้างดีขึ้น

Joris Neyt

9.บรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อ

หากใครปวดเมื่อยตามร่างกาย ขิงอาจไม่สามารถรักษาการเจ็บปวดได้โดยตรง แต่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ หากรู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย ขิงจะสามารถลดอาการปวดบวม หากใครไม่ชอบขิงสดสามารถ ดื่มน้ำขิงอุ่นๆก่อนนอนจะทำให้รู้สึกดีขึ้น ขิงลดการอักเสบของร่างกายได้ หากมีแผลจากการบาดเจ็บสามารถใช้ขิงสดที่ตำละเอียด สามารถบรรเทาไม่ให้แผลอักเสบได้

10. ช่วยบรรเทาหวัดและไอ

หากเป็นหวัด คัดจมูกหายใจไม่สะดวก เจ็บคอ น้ำขิงร้อนๆสามารถช่วยได้ค่ะ น้ำขิงสามารถทำให้รู้สึกโล่งคอ สามารถจิบตอนอุ่นๆแก้ไอได้

11.ลดไมเกรน

ขิงมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) สามารถบรรเทาความเจ็บปวดได้หากปวดศีรษะจากไมเกรนเป็นประจำ สามารถดื่มน้ำขิงเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดให้ลดลงได้ ใครที่เป็นไมเกรนควรลองทานดู อาการจะดีขึ้นเลยค่ะ

Lime

น้ำขิงดื่มต้านเชื้อโควิด

    สูตรที่ 1 น้ำขิง+น้ำผึ้ง+มะนาว
  • ขิงแก่สดนำไปล้างและปลอกเปลือกออกหันเป็นแว่นบางๆ 1 ขีด     100 กรัม หั่นเป็น แว่นๆบางๆ หรือบางคนชอบชิ้นใหญ่ๆหนาตามใจชอบ หากชอบเข้มข้นมาก ทุบให้พอแหลก
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดใส่ขิงลงไป ปิดฝาหม้อ ปิดไฟโดยใช้เวลาในการต้ม 30นาทีและปิดไฟ
  • ใส่น้ำผึ้ง 150 ml และน้ำมะนาว 30 ml ลงไปคนให้ละลายและเข้ากัน หวานมากน้อยตามใจชอบ
    สูตรที่ 2 น้ำขิง+กระเจี๊ยบ
  • ขิงแก่สดล้างแล้วหันบางๆ 7-8 แว่น
  • กระเจี๊ยบสดหรือกระเจี๊ยบตากแห้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • ใส่น้ำตาลกลวด 1 ช้อนโต๊ะ หากไม่มีใส่น้ำตาลปกติก็ได้ หรือบางคนไม่ชอบหวานไม่เติมน้ำตาลอะไรก็ได้แล้วแต่คนชอบ
    สูตรที่ 2 น้ำขิง+ใบเตย
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำให้เดือด ปิดไฟ
  • ขิงแก่สดล้างแล้วหันบางๆ 7-8 แว่น
  • ใบเตย 7-8 ใบ
  • น้ำ 1 ลิตร ต้มน้ำให้เดือดใส่ขิง และใบเตยลงไป
  • ใส่น้ำตาล หรือไม่ใส่ก็ได้ ปิดไฟ จิบเบาๆน้ำขิงสูตรนี้จะได้กลิ่นหอมของใบเตย

ข้อควรระวัง 

1.ขิงเป็นยาร้อน ทางการแพทย์ตะวันออกเชื่อว่าการกินขิงมากเกินไปอาจทำให้แท้งได้ แต่บางรายที่กินขิงกลับช่วยให้อาการคลื่นใส้จากอาการแพ้ท้องดีขึ้น ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยต้องเด็กในท้อง

2. ผู้ที่มีความผิดปกติของหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

3.เพราะขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน อาจทำให้เกิดแผลร้อนในในปากได้ หากรับประทานมากเกินไป

4.หากคุณมีอาการเลือดออกผิดปกติหรือกินยาละลายลิ่มเลือด เพราะขิงยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานขิง

5.ควรระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคในถุงน้ำดี ขิงจะไปกระตุ้นและทำให้ร่างกายผลิตน้ำดีออกมามากเกินไป

6.ควรระวัดระวังกับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหาร

7.ไม่ควรทานน้ำขิงก่อนนอน เพราะน้ำขิงจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและนอนไม่หลับ

หลายๆคนคงทราบกันแล้วว่าขิงมีประโยชน์มากมาย แต่ขิงก็มีข้อควรระวังด้วยเช่นกัน หากใครที่ป่วยบางโรคไม่แน่ใจว่าทานได้ไหมควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อนนะค่ะ

 

 

 

 

 

Categories
Blog

9 ประโยชน์ของการวิ่ง40-50นาที สุขภาพดีห่างไกลจากโรคร้าย

Paul Sky

ในปัจจุบันผู้คนหันมารักสุขภาพกันมาขึ้น การเดินและการวิ่ง เป็นกิจกรรมดีๆที่ผู้คนให้ความสนใจ การวิ่งยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ดีทั้งสุขภาพกายและจิตใจ แถมยังมีหุ่นที่น่าอิจฉาเพียงแค่วิ่งวันละ 40-50 นาที บางคนอาจไม่มีเวลาอย่างน้อย ควรวิ่ง 3-4 วันต่อสัปดาห์ ถือเป็นกิจกรรมดีๆที่ไม่ต้องเสียเงิน ได้สูดอากาศที่ถ่ายเท ได้พบเพื่อนใหม่ๆ  9 ประโยชน์ของการวิ่งมีอะไรบ้างไปอ่านกันเลยค่ะ

1.ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

นอกจากจะเพิ่มความฟิตของร่างกายแล้ว การวิ่ง ยังช่วยรักษาระบบไหลเวียนเลือดให้เป็นปกติ ใบหน้าสีแดงดูมีเลือดฝาดเพราะออกซิเจนในเลือดนั้นวิ่งไปที่พื้นผิวช่วยเพิ่มออกซิเจนทส่งผลให้การหายใจดีขึ้น และหัวใจแข็งแรง ทำให้ร่างกายส่วนต่างๆทำงานได้ดีขึ้น

2.อารมณ์ดี ลดความเครียด

ความเครียดสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆคน แต่เมื่อความเครียดเกิดขึ้นแล้วควรหาทางออกให้กับตัวเอง ไม่ควรคิดฟุ้งซ้านกับความเครียด ไม่มีอะไรดีขึ้น รู้ไหมค่ะว่า การวิ่งนั้นช่วยบำบัดความเครียดได้ การวิ่งช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น สภาพจิตใจดีขึ้น ในขณะที่เราวิ่งสติจะจดจ่อกับการวิ่ง และปลดปล่อยสารเอ็นโดฟินออกมา นั่นคือสารแห่งความสุข เมื่อกลับมาถึงบ้านจะรู้สึกดีขึ้น นอกจากร่างกายจะเเข็งแรงแล้ว ยังทำให้อารมณ์ดีอีกด้วย ไปวิ่งกันค่ะ

3.ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความเสี่ยงการเกิดโรค

การวิ่งวิ่งจ๊อกกิ้ง หรือแค่เดินบ่อยๆทุกๆวันนอกจากจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดในสมองอีกด้วย

4.มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น

การวิ่งนอกจากจะทำให้สุขภาพกายและใจดีแล้ว ยังมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น และวันไหนที่ไม่ได้ออกกำลังกายจะรู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่าง กระวนกระวายอยากออกกำลังกาย นั่นคือสิ่งที่ดีงาม เพราะคุณรักสุขภาพและรักตัวเองมากขึ้น

Tomasz Woźniak

5.รูปร่างดี ไขมันลด

วิ่งเป็นประจำ 40-50 นาทีนอกจากจะช่วยให้รูปร่างดี หุ่นเฟิร์มหุ่นดูกระชับมากขึ้น และในร่างกายของเรามีไขมันดี และไขมันเลว การวิ่งยังช่วยสลายไขมัน เบริ์นไขมันเลวออกไป ลดคอเรสเตอรอล  ฉะนั้นการวิ่งคือการเผาผลาญที่ดีค่ะ

6.ลดความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุน

รู้หรือไม่ หากอายุเพิ่มขึ้นมวนกระดูกจะลดลง หากออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้กระดูกแข็งแรงและช่วยลดโรคกระดูกพรุ่นอีกด้วย

7.ความจำดีขึ้น 

การวิ่งและเดินนอกจากจะทำให้สุขภาพจิตดีแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรค โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสัน เพราะการวิ่งทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ระบบประสาททำงานได้อย่างเต็มที่กระตุ้นการเคลื่อนไหว เดินวิ่งทุกวันวันละ 1-2กิโลลดความเสี่ยงได้ครึ่งหนึ่ง

8.ภูมิคุ้มกันแข็งแรง

การที่ร่างกายเจ็บป่วยง่าย เพราะระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอ แต่การวิ่งทุกวันอย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบภูมิคุ้มกันได้ แต่จะต้องหมั่นวิ่งเป็นประจำสม่ำเสมอนะคะ รับรองสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นแน่นอน

9.ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

การวิ่งยังเหมาะสำหรับ ผู้ที่มีระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารไม่ดี การเดิน การวิ่งจ๊อกกิ้งยังสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยส่วนมากมักเกิดขึ้นกับผู้หญิง เดินบ่อยๆวันละ 20-30 นาที

Jane Palash
ข้อควรปฎิบัติ

บางครั้งการออกกำลังกายมากเกินไป ทำให้ร่างกายเจ็บปวด ปวดตามร่างกาย หัวเข่า ข้อเท้า ขา บางครั้งเราวิ่งอย่างรวดเร็ว และสภาพร่างกายยังไม่พร้อมและเกิดการเจ็บปวดตามมา ควรวิ่งค่อยเป็นค่อยไป วิ่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือ อันตรายต่อร่างกาย

1.การสวมรองเท้านั้นสำคัญมาก ควรสวมรองเท้าผ้าใบที่เหมาะสมแก่การวิ่งเพื่อจะได้รองรับน้ำหนักเท้าขณะที่กำลังวิ่ง หากรองเท้าหลวมหรือคับเกินไป ควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่เหมาะกับเท้าของเรา และหากรองเท้าที่สวมใสเกาและขาดเกินไปควรเปลี่ยนรองเท้าที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับการวิ่ง

2.ก่อนที่จะวิ่งควรวอร์มอัพร่างกายก่อนที่จะวิ่ง เพราะวิ่งอย่างรวดเร็ว ร่างกายยังไม่พร้อม ยังไม่ปรับตัวอาจเกิดการบาดเจ็บได้ และหลังจากวิ่งเสร็จควรยืดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เพื่อตื่นเช้ามาอีกวันร่างกายจะไม่เจ็บปวด

3.ค่อยๆวิ่งค่อยๆเพิ่มระยะทางอย่าหักโหมร่างกายจนเกินไปควรหมั่นฝึกซ้อม และ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เพิ่มความเร็ว เช่น วิ่งอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาร่างกายบาดเจ็บปวดเมื่อยและไม่อยากวิ่งอีกต่อไป

4.ให้หมั่นสังเกตุตัวเอง หากรู้สึกเจ็บปวด วิงเวียนคล้ายจะเป็นลมในขณะที่วิ่งควรวิ่งช้าลง หรือหยุดพักไม่ควรฝื่นร่างกายและวิ่งต่อ หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรักษาอาการเจ็บปวด

5.ปกติควรวิ่งหรือเดิน 4วันต่อสัปดาห์ หากรู้สึกปวดเมื่อยร่างกายไม่ไหว ควร 3วันต่อสัปดาห์

 

 

 

 

 

 

Categories
Blog

7 ข้อห้าม ทำไมคุณไม่ควรนอนตอนผมเปียก

Vladislav Muslakov

หากคุณเป็นเด็กมักจะได้ยินคุณผู้ใหญ่บอกเสมอว่า ไม่ควรผมเปียกก่อนนอนนะจะเป็นหวัด การนอนตอนผมเปียกจะทำให้ป่วย เป็นไปได้สูงที่คุณจะไม่ค่อยสนใจกับคำเตือนเหล่านี้

การนอนหลับทั้งที่ผมยังเปียก เชื่อว่าเคยเกิดขึ้นกับหลายคน  คุณต้องออกไปทำงานแต่เช้าตรู่ ไม่มีเวลามากสำหรับสระผมตอนเช้ากลับมาบ้านตอนเย็นยังคงยุ่งกับการทำอาหาร ทำความสะอาด หรือ พาเด็กๆเข้านอน อาบน้ำสระผม คุณอาจไม่ต้องการส่งเสียงดังจากการเป่าผมให้แห้ง หรือคุณไม่มีแรง เหนื่อยแล้วเผลอหลับไปในที่สุด หากผมเปียกแล้วนอนจะเกิดอะไรขึ้น

ทำไมคุณไม่ควรนอนตอนผมเปียก

1. อาจทำให้ผมร่วง และแตกปลาย

ผมเปียกจะอ่อนแอมาก เส้นผมจะอ่อนแอที่สุดเมื่อเปียกและจะทำให้ผมแตกปลายมากขึ้น เคยสงสัยไหมว่าไม่เคยไดร์ด้วยความร้อน ไม่เคยหนีบผมทำไมผมแตกปลาย เพราะปล่อยให้ผมเปียกขณะนอนหลับ ขณะที่คุณหลับ การพลิกตัวไปมา การเสียดสีจะทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้ง่ายกว่าถ้าผมของคุณแห้ง คุณอาจคิดว่าการปล่อยให้ผมแห้งด้วยลมดีกว่า

Ayur Health Tips
2. ทำให้เกิดรังแค รังแคไม่ใช่แค่แชมพู

ความร้อนที่หนังศีรษะบวกกับ ผมที่เปียกชื้นเป็นเวลานานๆจะทำให้เกิด แบคทีเรีย เชื้อรา เพิ่มขึ้นบนหนังศีรษะทำให้แบคทีเรียเติบโตขึ้น และการสูญเสียน้ำมันตามธรรมชาติจากผมเปียกจะทำให้หนังศีรษะของคุณมีแนวโน้มที่จะเกิดรังแคมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลากเกลื้อนที่หนังศีรษะเป็นการติดเชื้อราที่เกิดจากสภาวะที่ผมเปียกอบอุ่นและชื้น เป็นโรคติดต่อได้  สาเหตุทั้งหมดไม่ใช่แค่แชมพู ดังนั้นควรเป่าผมให้แห่งก่อนนอนทุกครั้ง ก่อนที่จะเกิดอาการคันตามมา

3. ระบบภูมิคุ้มกันของคุณแย่ลง

เรื่องเล่าของผู้ใหญ่ที่มักเตือนเสมอ ที่จะทำให้คุณไม่สบาย ปวดหัว มีไข้ หรือเป็นหวัดจากการนอนขณะที่ผมเปียกนั้นไม่เป็นความจริงทั้งหมด คุณไม่สามารถติดไวรัสได้เพียงแค่ผมเปียก แต่หมายถึง การนอนกับผมเปียกอาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นหวัดมากขึ้น

4. ทำให้คุณเป็นหวัดและปวดหัว

เมื่อสระผมตอนกลางคืนแล้ว ไม่เป่าผมด้วยพัดลม หรือ ไม่ไดร์ผมให้แห้งก่อนนอน และเปิดแอร์นอนยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นหวัดได้ง่าย หลายคนคงสงสัยว่าทำไมถึงปวดหัวตอนตื่นเช้าขึ้นมา เพราะนอนหลับโดยที่ผมยังเปียกและไม่แห้ง ระหว่างที่เรานอนหลับอุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น เมื่อเจอกับสภาพผมยังเปียกทำให้อุณหภูมิต่ำ และปวดหัว

5. การเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

หมอน อาจมีความสกปรกซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้น้ำและความอบอุ่นจะทำให้เกิดการเติบโตของแบคทีเรียอย่างรวดเร็ว แล้วคุณคิดว่า แบคทีเรียจะเติบโตบนหมอนของคุณมากแค่ไหนถ้าคุณนอนกับผมเปียก ศรีษะเปียกบวกกับหมอนชื้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่ดีมากสำหรับแบคทีเรียและเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อคุณ คุณควรซักและเปลี่ยนปลอกหมอนบ่อยๆจะช่วยได้ แต่ความชื้นจากผมของคุณจะซึมเข้าไปในหมอน คุณควรจะเอาหมอนไปตากแดด

bmw009
6. มันจะทำให้คุณเป็นสิว

หากหมอนที่คุณนอนในทุกๆวันไม่ได้ทำความสะอาดเป็นเวลานานจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย อีกไม่นานคุณจะประสบปัญหาสิวตามมา โดยไม่รู้สาเหตุ

7. มีผมหงอกเร็วขึ้น 

ทำให้มีผมหงอกเร็วขึ้น เมื่อน้ำจากเส้นผมของคุณซึ่งเปียก ซึมเข้าสู่เนื้อผ้าของหมอนของคุณ น้ำมันธรรมชาติจากเส้นผมก็จะถูกดูดไปด้วย ผมของคุณจะดูหมองคล้ำ และมีแนวโน้มที่จะแตกหักได้ง่าย

 

 

 

Categories
Blog

9วิธี ผ่อนคลายให้หายเครียด

JESHOOTS.COM

ความเครียดคืออะไร

ความเครียด คือ การตอบสนองของร่างกาย ด้านร่างกายและด้านจิตใจ และเกิดความเครียดเกิดขึ้น เมื่อเราต้องเผชิญกับความกดดัน ทั้งทางร่างกายจิตใจ และอารมณ์ ความเครียดมีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา อย่าปล่อยให้ความเครียดมีอิทธิพลทางลบต่อชีวิตต่อเนื่องยาวนาน ควรจัดการกับความเครียด อย่าปล่อยให้ชีวิตไม่มีความสุข

อาการ

1.เบื่ออาหาร หรือ กินอาหารได้น้อยลง กินอะไรก็ไม่อร่อย

2.นั่งไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดมาก พลิกตัวไปมา

3.กังวลใจตลอดเวลา คิดเรื่องเดิมวนไปมาซ่ำๆ

4.อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดตลอดเวลา เหวี่ยงวีนคนรอบข้าง

5.ไม่มีสติ ไม่มีสมาธิในการทำงาน เหม่อลอยมักทำงานผิดพลาด

6.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

7.ไม่มีความสุข ร้องไห้ เศร้าเสียใจตลอดเวลา

Christian Erfurt

ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด

1.ครอบครัว และการเจ็บป่วย

การสูญเสียคนที่รักไปอย่างกระทันหัน แฟนทิ้ง  การหย่าร้างการเจ็บป่วย การตายจาก ความโศกเศร้าเสียใจ ล้วนก่อให้เกิดความเครียด วิตกกังวล หากร่างกายอ่อนแอไม่ได้พักผ่อน เหนื่อยทั้งกายและใจไม่มีแรงสู้ อาจเกิดโรคซึมเศร้ามตามมา

2.ร่างกาย จิตใจ

ด้านร่างกายและจิตใจ เช่น  ไม่มีเงินใช้จ่ายในครอบครัว ถูกกดดันจากครอบครัวเมื่อลูกขอเงินไปโรงเรียนไม่มีเงินใช้จ่าย ทำให้เกิดความกดดันเพิ่มขึ้น เกิดอาการเครียด หรือ มีนิสัยที่เป็นคนคิดมาก วิตกและตื่นตูมง่ายกับเรื่องเล็ก กังวลในปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น

3.อาชีพ การงาน

การทำงานบางครั้งมักจะพบเจอปัญหากับความเครียด เมื่อพบเจอกับความเครียดบ่อยๆทำให้เกิดความเครียดสะสม เช่น งานที่มีความกดดันสูง  งานเสี่ยงอันตราย มีปัญหากับองกรณ์ การขาดสมรรถภาพในการงานให้สำเร็จ

หรือ การทำงานที่มีความกดดันเครียดสูง  มักจะมีอาการปวดหัวอยู่บ่อย ๆ การทำงานเกี่ยวกับติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ติดต่อกันหลายชั่วโมง ทำงานไม่เสร็จทันเวลาโดนตำหนิ ทำให้โกรธง่าย หงุดหงิด จุกจิกใจ ดมโห ไม่มีสมาธิ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเสมอ เสียความมั่นใจ หมดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นมนุษญ์ที่ไม่มีความสุขกับการทำงานก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของคนทำงานเหล่านั้นได้

4.เศรษฐกิจ สังคม

ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เช่น ในปี พศ นี้เศษฐกิจทั่วโลกล้วนมีปัญหาผลมาจากไวรัสโควิด 19 บางคนตกงานกระทันหัน รายได้ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย คิดมาก หดหู่ ล้วนมีผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ

5. กรรมพันธุ์และอายุ

กรรมพันธุ์ก็มีส่วนทำให้เครียด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากช่วงวัย และอายุที่เพิ่มมากขึ้น มีความกดดัน ความรับผิดชอบมากขึ้น หรือแม้แต่วัยผู้สูงอายุ ที่คิดมากนอนไม่หลับ ห่วงลูกหลาน การคิดหรือเครียดมากไม่เกิดผลดีต่อสุขภาพ การเครียดมากส่งผลให้อายุสั้นลง

bruce mars

ทำอย่างไรให้หายเครียด

1.โทรหาเพื่อน หรือ ครอบครัว

โทรหาเพื่อนสนิด หรือ ครอบครัว หาคนใกล้ชิด คนที่เข้าใจ เพื่อรับฟังการระบายปัญหาความทุกข์ ความอัดอั้นใจ ระบายออกมาเพื่อให้เกิดความสะบายใจมากขึ้น

2.ออกกำลังกาย

เมื่อร่างกายเกิดความเครียดที่สะสมมานาน การออกกำลังกายสามารช่วยให้ดีขึ้น ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย

เช่น ไปวิ่ง เดินเร็ว ขี่จักรยาน ในที่สาธารณะ พบปะผู้คน สูดอาการศบริสุทธิ์ หรือ ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เตะบอล เป็นต้นการออกกำลังกายยังช่วยลดอาการเครียด ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย

3.เล่นวิดีโอเกม

การเล่นวิดิโอเกมเป็นการผ่อนคลายจากความเครียดอีกวิหนึ่ง แต่อย่าเล่นจนติด  จะส่งผลเสียต่อครอบครัวและรอบข้าง เล่นแค่เพื่อผ่อนคลายเท่านั้น

4.นั่งสมาธิ หรือ เปิดวิดีโอธรรมมะ

การนั่งสมาธิ หรือ เปิดวิดิโอธรรมมะ ทำให้จิตใจสงบสุขขึ้นมีความคิดแนวบวก สามารถมีสติแก้ไขกับปัญหา สถานะการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดที่ดีขึ้น รู้จักกับตัวเองมากขึ้น สามารถคิดและไตร่ตรอง กับปัญหา มีความสุข เห็นนคุณค่าในตัวเองมากขึ้น

5.นอนหลังพักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ นอกจากจะให้ให้หน้าตาสดใสแปร่งปรั่งแล้ว ยังทำให้ร่างกาย และสมองทำงานได้อย่างเต็มที่ มีสมาธิมากขึ้น ตื่นเช้ามาจึงมีไม่อ่อนเพลีย รู้สึก กระปรี้กระเปร่า ร่างกายพร้อม

6.ไปร้านนวดเพื่อผ่อนคลาย
หาเวลาว่างไปนวด การนวด ทำให้การทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย กระตุ้นกล้ามเนื้อและระบบร่างกายต่างๆ ช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกสบายตัว หลับสบาย และ ช่วยในคนที่ป่วยซึมเศร้า เครียดให้รู้สึกดีขึ้น
7.มีเวลาให้กับตัวเอง

ในแต่ละวันต้องพบเจอผู้คน พบปัญหามากมาย ให้เวลากับตัวเอง เช่น การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การหัวเราะ สิ่งเหล่านี้จะทำให้รู้สึกดีขึ้น รู้สึกผ่อนคลาย

8.หาเวลาไปเที่ยวเพื่อผ่อนคลาย

ให้รางวัลกับตัวเองบ้าง หาเวลาไปเที่ยว ชาร์ตแบตเตอรี่ให้กับตัวเอง ไปเทียวกับเพื่อน แฟน หรือ ครอบครัว ไปเที่ยว ทะเล ภูเขา สูดอากาศบริสุทธิ์ แค่นี้ก็เติมพลังให้กับร่างกายแล้ว

9.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ ความรุนแรง

ผู้คนส่วนใหญ่มักแก้ไขปัญหาโดยการพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นวิธีแก้ไขที่ผิดวิธีนะค่ะ การดื่มอย่างหนัก มึนเมา อาจขาดสติกระทำรุนแรงต่อบุคคลอื่น ทำลายทรัพย์สินให้เสียหาย ทำร้ายตนเอง ให้ได้รับบาดเจ็บ คบหาสมาคมกับคนเสเพล เข้าหาสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ สุรา ยาเสพติด ล้วนเกิดผลเสียตามมาทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่เป็นผลดี มีแต่ผลเสียตามมาทีหลัง

 

Categories
Blog

ท้องเสียกินอะไรได้บ้าง ห้ามกินอะไร

Marc Schaefer

อาหารที่กินได้เมื่อท้องเสีย

1.กล้วย  ข้าวต้ม โจ๊ก  แอปเปิ้ล ขนมปังปิ้ง 

2.เกลือแร่ ORS ใช้ดื่มเพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ในร่างกายที่สูญเสียไปจากอาการท้องเสีย เพื่อทำให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างเป็นปกติ

3.โปรไบโอติก แบคทีเรียดี ได้แก่

-โยเกิร์ตมีส่วนผสมของโปรไบโอติก เพราะเชื้อแบคทีเรียตัวดี  จะช่วยการทำงานของลำไส้ได้ดี

Sara Cervera

ช็อกโกแลตดำ นอกจากจะช่วยให้อารมย์ดีแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการท้องเสียอีกด้วย

4.อาหารที่มีรสจืด ดังนั้นจึงไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารแย่ลง นอกจากนี้ยังมีผลผูกพันเพื่อช่วยให้อุจจาระแข็งตัว

5.เครื่องดื่ม อิเล็กโทรไลต์ หรือ น้ำมะพร้าวที่มีวิตามินอิเล็กโทรไลต์

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อท้องเสีย

1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม

บางคนอาจคิดว่ากินนมคงไม่เป็นอะไรหรอก แต่หากมีอาการท้องเสียแล้ว จะเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสียหนักเข้าไปอีก และ ท้องอืด แน่นเฟ้อ ตามมา เพราะร่างกายไม่ยอมย่อยเลคโตสจากนม ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง เพื่อที่จะพยายามย่อยเลคโตสให้ได้ จึงเป็นการฝืนกระบวนการของร่างกาย ทำให้ระบบการย่อยอาหารแปรปรวนนั่นเอง 

2.อาหารทอด

ควรงดอาหารประเภท ของมัน ของทอดไปก่อน เพราะอาหารทอดเป็นอาหารที่มีไขมันสูง ย่อยยาก 

cutie

3.อาหารรสเผ็ด

รสจัด ในพริกมีสารแคปไซซิน ทำให้อุณหภูมิสูงในร่างกายสูงขึ้นเมื่อดื่มน้ำไปมากๆ ร่างการไม่สามารถย่อยได้หมด และเป็นตัวกระตุ้นการทำงานกระเพาะและลำไส้ทำงานหนัก เมื่อกินน้ำเยอะๆ จึงมีอาการท้องเสียหรือถ่ายเหลว เช่น ส้มตำ ยำ   ต้มยำรสจัด

4.เนื้อหมูและเนื้อวัว

มักจะพบ เชื้อ เอสเชอริเชีย ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนของอุจจาระของสัตว์ และการกินเนื้อดิบๆสุกๆ ยิ่งทำให้เกิดอาการท้องเสียนักกว่าเดิม

 5.ผักสด 

หากคุณมีอาการท้องเสียอยู่แล้ว แน่นอนว่าผักดิบนั้น ทำให้เกิดแก๊ส เพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหารมากขึ้น 

6.ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหมด ผลไม้อื่น ๆ

ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลายจะมีไฟเบอร์สูง บางคนเกิดการระคายเคืองจนท้องเสียได้ เช่น สับปะรด เชอรรี่ ผลเบอรรี่ ผลไม้เมล็ดมะเดื่อลูกเกด และองุ่น ช่วงที่กำลังท้องเสียควรงดไปก่อน

Albert S

7.เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟอีน นอกจากจะมีความเป็นกรดอ่อน ๆแล้วยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท คาเฟอีนในกาแฟก็ยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายชนิดอ่อน หากมีอาการท้องเสีย กาแฟ โซดา น้ำอัดลมทั้งหลาย ควรงดไปก่อนจ้า

หากคุณมีอาการท้องร่วงเป็นเลือดมีไข้ ปวดท้องรุนแรงหรือท้องเสียที่แย่ลงคุณควรไปพบแพทย์